RAS JUDGEMENT ตอนที่ 4 Warsuit
posted on 16 Oct 2009 16:21 by zerozaber in RAS
ตอนที่ 4 War Suit
เขา ได้ยินเสียงเบาๆที่ประตูจึงลืมตาอย่างงัวเงีย อาจเป็นเพราะเพิ่งตื่นจึงทำให้เขายังมองอะไรไม่ค่อยชัด แต่ก็แน่ใจได้ว่ามีผู้หญิงสองคนเปิดประตูเข้ามาในห้องนอนของเขาแล้วเดินมา เปิดม่านซึ่งกำลังปล่อยให้แสงสว่างจ้าขึ้นมา ความรู้สึกที่ได้รับจากแสงนั้นไม่ต่างจากตอนที่เขานอนอยู่ในคฤหาสน์...
“อา... เราอยู่ที่เบอร์มิวเดียแล้วนี่นา...” เขาเริ่มคิด “อ้อ จริงสินะ เบอร์มิวเดียมีระบบปรับแสงนี่นา”
“ตื่นแล้วใช่ไหมคะท่าน” ผู้หญิงผมยาวสีดำที่อยู่ในชุดเมด ทักทายเขาทันทีที่เริ่มลุกขึ้นจากเตียงในขณะที่เมดอีกคนเดินออกจากห้อง
“ฮื่อ” เขาตอบรับขณะค่อยๆลุกขึ้นจากเตียง
“ถ้าเช่นนั้น ดิฉันขอไปเตรียมอาหารเช้าก่อนนะคะ” เธอพูดแล้วเดินออกจากห้องไป และเดินลงบันไดไปชั้นล่างอย่างช้าๆ
“ฮึ่บ” เขากระโดดลงจากเตียง แล้วเดินเข้าห้องอาบน้ำที่อยู่อีกฝั่งของประตูออกเพื่ออาบน้ำและแต่งตัวเตรียมพร้อมสำหรับวัน
เม ย์ เมดคนที่เข้ามาปลุกเจ้านายของเธอเมื่อตอนเช้านั้นเดินมาที่บันไดอย่างเรียบ ร้อยเพื่อมาบอกเจ้านายของเธอที่กำลังเดินลงบันไดขณะผูกเนคไทท์ไปด้วยว่า เตรียมอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว จากนั้นเธอจึงพาไปยังโต๊ะอาหารซึ่งหรูและใหญ่พอๆสำหรับครอบครัวขนาด 10 คน
เขา นั่งลงที่หัวโต๊ะ และรอขณะที่เมดอีกคนยกอาหารมาวาง ตัวเขาเองนั้นยังไม่ค่อยชินกับการมาอยู่ที่นี่ซักเท่าไหร่ แต่ก็ยังดีที่ทางรัฐบาลเบอร์มิวเดียจัดการอำนวยความสะดวกชนิดครบชุดให้ อันที่จริงน่าจะเรียกได้ว่าสบายกว่าตอนอยู่ประเทศไทยเสียด้วยซ้ำ
“โปรแกรม วันนี้มีอะไรมั่ง” เขาหันกลับไปถามเมย์ เมดคนที่ยืนอยู่ข้างๆเขาขณะจับมีดเพื่อหั่นเสต็กปลา ดูเหมือนว่าเนย์ เมดคนน้องของเมย์จะเดินเข้าไปในห้องของเธอซึ่งอยู่ข้างๆห้องครัว
“ค่ะ” เมย์ตอบรับเขาและหยิบสิ่งที่ดูคล้ายๆมือถือขึ้นมาอ่าน “เวลา 9 นาฬิกาไปเตรียมเข้าพิธีเลื่อนยศ พิธีจะเริ่มเวลา 10 นาฬิกาไปจนถึงเวลา 12 นาฬิกา ในเวลา 12 นาฬิกา 30 นาทีจะมีรถมารับไปทานอาหารกลางวัน และหลังจากนั้นจะมีเวลาว่างไปจนถึง 14 นาฬิกา จากนั้นเวลา 15 นาฬิกาจะมีรถมารับไปยังศูนย์วิจัยอาวุธ และจะมีรถมารับกลับมาที่นี่ในเวลาประมาณ 18 นาฬิกาค่ะ”
เขาเงย หน้าขึ้นไปมองนาฬิกา จากนั้นก็เริ่มเร่งมือกินอาหารเพราะตอนนี้ 8 โมงแล้ว เมื่อเขากินเสร็จและดื่มน้ำตามจึงลุกขึ้นเดินออกไปหน้าบ้านพร้อมกับเมย์ที่ ถือกระเป๋าสีเหลี่ยมตามมา เมื่อเขาเดินเข้าไปหารถสีดำที่จอดรออยู่ คนขับรถก็เดินมาเปิดประตูให้ทันที เขาจึงเข้าไปนั่งหลังรถขณะที่เมย์จัดการเอากระเป๋าใส่ท้ายรถ จากนั้นเธอจึงเข้ามานั่งหน้ารถในฐานะผู้ติดตาม
“สวัสดีครับคุณเอส ” ชายในชุดสูทสีดำเดินเข้ามาทักเมื่อเห็นเอสเดินลงจากรถ “ได้ยินชื่อคุณมานานแล้ว เป็นเกียรติจริงๆที่ได้พบตัวจริง อ้อ ผมชื่อ เกียรติ์ไกร ครับ ยินดีที่ได้รู้จัก เรียกว่าไกรก็ได้ครับ”
“ครับคุณไกร”
“อีกนานกว่างานจะเริ่ม ไปดื่นกาแฟด้วยกันก่อนไหมครับ?”
“ขอบคุณที่ชวนนะครับ แต่พอดีผมไม่ดื่มกาแฟ” เอสตอบกลับอย่างสุภาพ “ถ้างั๊นผมขอเดินชมแถวนี้ก่อนนะครับ”
“ตามสบายครับ” เขาพูดแล้วเดินจากไป
ขณะที่เอสเดินเข้าไปในตึก เซเวียร์พร้อมคนรับใช้ของเธอก็เดินมาหา
“นี่บันทึกการต่อสู้คราวนั้น” เธอพูดพร้อมยื่นเมมโมรี่ชิปให้เอส “ตามชั้นมาด้วย” เธอพูดแล้วเดินนำไป
อันที่จริงเขาไม่ต้องทำตามที่เซเวียร์บอกทุกอย่างก็ได้ แต่เขารู้สึกว่าถ้าไม่ทำตามจะเกิดเรื่องยุ่งๆตามมา
“มา แล้วเหรอ นายคนโชคดี” เด็กสาวผมแดงอายุราว 17 เหมือนเอส ทักเขาทันทีที่เปิดประตูเข้ามา “ได้ยินว่ารัฐบาลบริการอย่างดีเลยนี่”
“หยุดเดี๋ยวนี้ เอเวอร์เล็ท!” เซเวียร์สั่งเธอ เด็กสาวคนนั้นจึงยอมนั่งลงดีๆ
เอสกวาด สายตามองไปรอบๆห้อง เป็นห้องที่ดูสะอาดเรียบร้อย ใช้โทนสีแดงเป็นหลัก อาจจะดูคล้ายห้องประชุมเล็กน้อยและในห้องนี้มีคนอยู่เพียง 10 คนเท่านั้น และทุกคนอายุค่อนข้างใกล้เคียงกัน จะต่างสุดก็ตรงที่มีเด็กผู้หญิงชุดสีขาวน่ารักซึ่งอายุประมาณ 10 ขวบนั่งอยู่ด้วย
“พวกเธอช่วยออกไปรอข้างนอกก่อนได้ไหม” เซเวียร์หันไปบอกกับเมดทั้งสองคน จากนั้นก็ปิดประตู
“นี่คือทีมเอซของพวกเรา เบอร์มิวเดีย ตามที่ ผบ. บอกไปแล้ว” เซเวียร์อธิบายให้เอสฟัง
“ผม เบรค ครับ คาดว่าคุณคงจะจำผมได้ตอนที่ลงจากอวาลอนแล้วนะครับ เป็นดีไวซ์ไมส์เตอร์ของเดสตร้า” เด็กหนุ่มคนที่เคยมารับเซเวียร์ขณะลงยานพูดพร้อมหยิบดีไวซ์ซึ่งเป็นคริสตัล รูปสี่เหลี่ยมสีแดงออกมาโชว์ “ถนัดการใช้ปืนใหญ่และอาวุธหนักต่างๆ”
“ถนัดหรือมีอย่างเดียวให้ใช้กันแน่” เอเวอร์เล็ทพึมพำเบาๆ ซึ่งเบรคไม่ใส่ใจเธอเท่าไร
เซเวียร์หันมามองเอเวอร์เล็ทและส่งสายตาให้ เธอจึงพูดขึ้น
“ชั้น ร้อยเอกเอเวอร์เล็ท แม็คเคนซี่ ผู้ใช้วอร์สูท”เธอบอกชื่อแต่ยังไม่ได้บอกความถนัด เธอก็เงียบไป เอสรู้ในทันทีว่าเธอไม่ชอบขี้หน้าเขาเท่าไรนัก ถึงจะไม่ค่อยรู้สาเหตุก็เถอะ
ถึงตาผู้ชายคนที่แก่ที่สุดในห้อง ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่เขาก็อายุเพียง 25 ปี
“ผม ร้อยเอกสนัด ไกรลาศ เรียกสั้นๆว่านัต เป็นผู้ใช้วอร์เฟรมสกายไฮเออร์ ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ” เขาพูดพลางยื่นมือมาจับมือเอส ท่าทางเป็นกันเองมาก
“วอร์เฟรม?” เอสถามอย่างสงสัย
“อ้อ เป็นอาวุธหุ่นยนต์น่ะครับ ปกติแล้วความสามารถจะด้วยกว่าการใช้วอร์สูท แต่สำหรับผมมันดีกว่าวอร์สูทหลายเท่าทีเดียว รุ่นของผมเปลี่ยนเป็นเครื่องบินได้ครับ เรียกว่าครบครัน” เขาอธิบายจากนั้นก็ส่งสายตาให้คนต่อไป ซึ่งเป็นผู้ชายอายุราวๆ 17 และผู้หญิงอายุ 16
“ชั้นชื่อไฟร์” เขาพูดจากนั้นก็ยื่นมือไปกดหัวผู้หญิงข้างๆ “ส่วนยัยนี่ ชื่อน้ำ เป็นน้องสาวชั้นเองแหละ ยัยนี่ใช้ดีไวซ์ส่วนชั้นใช้วอร์สูท ถนัดศิลปะการต่อสู้ เราสองคนมีฉายาว่า…”
“พอแล้วน่า พี่...” คนน้องบอกพี่ด้วยใบหน้าแดงๆ
“พี่น้องนันติกุล ก็ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ” เขาพูดพร้อมยื่นมือมาจับมือเอส
“ตา ชั้นแล้วสินะ” ผู้ชายคนถัดมาพูดขึ้น ดูจากท่าทางแล้วเป็นคนตัวเรียวพอสมควร ไว้ผมค่อนข้างยาวแต่ไม่ยอมให้ผมซักเส้นเข้ามาบังตาของเขา หากพูดถึงเชื้อชาติก็คงไม่พ้นไทยอีกแน่นอน ถึงแม้ร่างกายจะไม่บ่งบอก แต่จากใบหน้าและท่าทางการพูดคงจะอายุรุ่นเดียวกับเอส
“ชั้นชื่อ เชน ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน ถ้าพูดถึงเรื่องการรบ ชั้นเป็นมือปืนสไนเปอร์มือหนึ่งของที่นี่... อันที่จริงก็ไม่ควรเรียกว่ามือนึ่งทีเดียวหรอก เพราะยังมีอยู่อีกหนึ่งคนที่ยิงได้แม่มกว่าผมถึงแม้เค้าจะชอบต่อสู้ระยะ ประชิดก็ตามที อ้อ ผมใช้วอร์สูทนะครับ ถึงแม้จะเป็นวอร์สูท แต่ปืนสไนเปอร์รุ่นพิเศษของผมก็สามารถยิงดีไวซ์ไมส์เตอร์ร่วงได้เหมือนกัน คงไม่เป็นปัญหาเท่าไรสินะครับ”
“ไม่หรอก” เอสพูดพร้อมหันหน้าไปหาเด็กตัวเล็กๆ
“อ๊ะ ถึงหนูแล้วใช่ไหม?” เธอพูดพร้อมกุมมือเอาไว้ อันที่จริงเขาก็รู้สึกแปลกใจเหมือนกันที่ต้องมาเจอกับเด็กอายุ 10 ขวบในกองรบ “ซันค่ะ... จะเรียกว่าซันจังก็ได้นะคะ” เธอยิ้มอย่างเด็กๆให้เขา “เป็นผู้ใช้เวทย์มนต์ค่ะ...”
“หา?” เอสพลั้งปากออกมาด้วยความตกใจ “เว...”
เขา ไม่สามารถพูดต่อได้เพราะถูกไฟร์ยื่นมือมาปิดปากของเขาไว้พร้อมกระซิบข้างหู “ยอมๆเธอไปก่อนน่า ถ้าบอกไปว่าไม่มีเวทย์มนต์จะยุ่งเอา”
“มีอะไรเหรอคะพี่ไฟร์”
“อ้อ.. ไม่มีอะไรจ้า พอดีเห็นแมลงมีพิษบินออกจากปากเอสน่ะ”
“ที่พูดนี่มีนัยใช่ไหมเนี่ย?” เขาพึมพำเบาๆ
“เอาน่า...” ไฟร์ตอบพร้อมกลับไปนั่งที่เดิม
“ก็อย่างที่บอกแหละค่ะ แต่เวทย์มนต์ของหนูจะใช้ได้เมื่อมีดีไวซ์เซจ อยู่ด้วยเท่านั้นนะคะ”
“เซเวียร์ มีแค่นี้ใช่ใช่ไหม?” เอสหันไปถามเซเวียร์
“อีกคนไม่ว่างน่ะ” ไฟร์ตอบแทนเซเวียร์ “ยังเหลือเวลาอีกตั้งนานกว่าพิธีจะเริ่ม มานั่งคุยกันก่อนสิ”
เอสนั่งลงตามคำชวนของไฟร์ จากนั้นเขาก็พูดสิ่งที่ทำให้สีหน้าของเอเวอร์เล็ทเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
“ชั้น ได้รับคำสั่งมาเมื่อเช้านี้ให้เป็นหัวหน้าทีมนี้ เป็นคำสั่งจากเบื้องบน เพราะฉะนั้นชั้นคงต้องขอคุยเรื่องข้อมูลการต่อสู้ของแต่ละคนก่อน ถ้าเป็นไปได้ตอนนี้เลยจะได้ไหม?”
“ว่าไงนะ?” เอเวอร์เล็ทพูดเสียงเบาด้วยความโกรธ “คิดว่าเป็นดีไวซ์ไมส์เตอร์แล้วจะมาออกคำสั่งเราได้งั๊นเหรอ” เธอลุกขึ้นทันที
“ช่วยนั่งลงก่อนได้ไหม ชั้นยังพูดไม่จบ” เอสบอกเอเวอร์เล็ทอย่างใจเย็น
เบรคส่งสายตาขู่เอเวอร์เล็ทพร้อมบอกนัยๆให้นั่งลง ซึ่งเธอก็ยอมนั่งโดยดี
“ชั้น ไม่รู้หรอกนะว่าเธอมีความแค้นอะไรกับผู้ใช้ดีไวซ์ แล้วนี่ก็เป็นเพียงคำขอร้องไม่ใช่คำสั่งโดยตรง หมายความว่าชั้นยังไม่มีสิทธิ์บังงคับพวกเธอหรอก แต่ที่ชั้นต้องคุยเรื่องนี้ก็เพราะว่ากำหนดการออกยานอวาลอนถูกเลื่อนจาก 1 เดือนเป็น 2 สัปดาห์ และเดิมทีชั้นก็ถูกเรียกตัวมาเพื่อพัฒนาอาวุธให้เบอร์มิวเดียอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นชั้นก็แค่จะคอยชี้แนะวิธีการต่อสู้และปรับอาวุธต่างๆเท่านั้น”
“จะ บอกว่านายเก่งกว่าพวกเรางั๊นสินะ ทั้งๆที่ได้ครอบครองดีไวซ์มาไม่นาน มันแน่อยู่แล้วที่ชั้นจะไม่ยอมรับ” เอเวอร์เล็ทพูดสวน “งั๊นช่วยบอกมาที มีอะไรที่จะทำให้พวกเราเชื่อว่านายสามารถทำได้”
“เอเวอร์เล็ท! คนคนนี้สร้างซีโร่วันได้นะ เธอเคยเห็นมีคนทำมันได้ไหม โปรแกรมที่ต้านการแฮคและไวรัสโดยที่ไม่มีการอัพเดตแต่กลับไม่มีใครเจาะมัน ได้ถึง 2 ปี มีคนทำได้รึไง?”
“แค่อย่างเดียวจะไปเชื่อได้ไง แถมหลักฐานว่าไม่ใช่สายลับของลาสแองเจิ้ลอีก”
“ถ้า เรื่องความสามารถ... ช่วยไม่ได้แฮะ ชั้นคงต้องบอกแล้วล่ะว่า ทุกอย่างที่พ่อแม่ชั้นคิดค้นขึ้นมา คนที่คิดได้น่ะจริงๆแล้วก็คือชั้นเอง แต่หลักฐานว่าไม่ใช่ลาสแองเจิ้ลคงไม่มีหรอกนะ แต่ขอบอกไว้ก่อน สงสัยชั้นไปก็เสียเวลาเปล่า ถ้าชั้นเป็นสายจริงๆไม่มีใครจับได้หรอก แล้วคิดว่าคนที่เสียพ่อแม่ไปในเหตุการณ์ลาสแองเจิ้ลบุกฝรั่งเศสจะร่วมมือกับ ลาสแองเจิ้ลรึไง”
“อวดจริงนะ ความฉลาดของนายไม่ติดสิบอันดับโลกด้วยซ้ำ” เธอยังสวนกลับไม่หยุด “งั๊นเอาอย่างนี้ มาสู้กัน ถ้าชนะชั้นซึ่งเป็นอันดับหนึ่งของที่นี่ได้ชั้นก็จะยอมรับ แต่ถ้านายแพ้ นายต้องเดินไปบอกผบ.ให้ลดยศจนเหลือพลทหารแล้วไต่เต้าขึ้นมาใหม่เหมือนชั้น”
“จะเอาจริงๆเหรอ” เอสถามเอเวอร์เล็ทให้แน่ใจ
“กลัวรึไง”
“เวลาและสถานที่ล่ะ?”
“สถานที่คือศูนย์วิจัยอาวุธ ส่วนเวลาเลือกเอาเอง อยากได้เวลาไหนก็บอกมา คงจะอยากได้เวลาตรวจสอบข้อมูลชั้นก่อนสินะ...”
“ไม่ต้อง เธอไปรอศูนย์วิจัยได้เลย ชั้นจะไปหาตอนสี่โมงเย็น ส่วนอาวุธใช้อาวุธฝึกซ้อมสินะ”
“หรืออยากตายล่ะ?”
“งั๊นก็ตกลงตามนี้” เขาพูดแล้วลุกขึ้นเดินไปประตูที่เมดของเขาเปิดรับ
“ได้เวลาแล้วค่ะ” เมย์บอกเอส จากนั้นจึงเดินตามเขาไป
“เอเวอร์เล็ท!” เซเวียร์เรียกเบาๆ
“ไม่พอใจรึไงองค์หญิง” เอเวอร์เล็ทตอบกลับ ซึ่งมือของเบรคกระตุกทันทีที่ได้ยิน แต่ก็หยุดเมื่อเห็นเซเวียร์ส่งสายตาห้ามเอาไว้
“เอาเถอะ ซักวันเธอจะต้องขอโทษที่เธอพูดไปวันนี้” เซเวียร์พูดก่อนเดินออกไปจากห้อง
พิธี รับยศนั้นค่อนข้างอลังการมาก โดยเป็นการมอบยศพันตรีให้เอสและเซเวียร์ ในฐานะที่เป็นทหารที่ผ่านศึกมาแล้ว พิธีจบลงในเวลาเที่ยงตรง และเอสเดินออกมาจากงานพร้อมเซเวียร์โดยมีบอดี้การ์ดคอยกันทางให้ เอสนั้นได้ชวนเซเวียร์ไปทานอาหารซึ่งเธอก็ไม่ปฏิเสธเพราะไม่มีนัดอะไร (หรือเธออาจจะปฏิเสธไม่เป็น?)
“สเต็กแซลม่อนรมควันพร้อมซุปปลาหิมะหนึ่งที่” เอสบอกพนักงานภัตตาคาร “เธอจะเอาอะไร ชั้นเลี้ยงเอง”
“ไม่เป็นไรค่ะ” เซเวียร์ปฏิเสธ ที่จริงเอสก็งงตัวเองเหมือนกันทำไมถึงเสนอว่าจะเลี้ยงขึ้นมาทั้งๆที่เงินของพวกเขานั้นมีแทบไม่จำกัด
“กุ้งมังกรผัดผงกะหรี่พร้อมซุปปลาหิมะ” เธอสั่งอาหารเช่นกัน ราคาทั้งสองจานรวมกันนับว่าแพงลิบลิ่วเลยทีเดียว
เธอรอจนพนักงานเดินออกไปจึงเริ่มพูด
“มีอะไรจะถามสินะเอส”
“ก็ไม่มีอะไรนักหรอก แต่แค่ชวนมาทานข้าวนี่มันแปลกมากขนาดจำเป็นต้องมีเรื่องคุยเลยเรอะ” เอสตอบ
เซเวียร์นิ่ง เป็นการบอกเอสว่าเธอไม่รับมุขของเขา
“โอ เคๆ เข้าประเด็นเลยนะ ในฐานะหัวหน้าทีมที่โดนบังคับมา ชั้นจำเป็นต้องรู้เรื่องทุกอย่างเกี่ยวกับเธอและพวก เพราะฉะนั้นคงต้องขอถามอะไรหลายๆอย่างหน่อย”
“อยากรู้อะไร?” เซเวียร์ถามพลางจิบน้ำชาไปด้วย
“อย่างแรกเลย อาจจะไม่เกี่ยวเท่าไหร่ แต่ชั้นอยากจะรู้เรื่องราวของเบอร์มิวเดียทั้งหมดรวมทั้งที่คนอื่นเรียกเธอว่า...”
“เรื่องนี้ไม่สะดวกที่จะตอบตอนนี้” เธอบอกเอส
“แล้วถ้าเรื่องข้อมูลการต่อสู้คงไม่เป็นไรสินะ” เอสถาม ซึ่งเซเวียร์พยักหน้าให้
“พวกเธอคงเคยฝึกต่อสู้กันแล้วสินะ... ในกลุ่มใครเก่งที่สุดล่ะ”
“อันดับ หนึ่งคือเอเวอร์เล็ท ผู้ใช้วอร์สูท ถนัดต่อสู้ทั้งระยะไกลและประชิด ความสามารถด้านการต่อสู้ประชิดด้อยกว่าชั้นเล็กน้อย แต่มีท่ายิงพิเศษที่เธอเรียกมันว่าครอสชู้ต”
“ครอสชู้ต?”
“กระ สุนเรลกันพิเศษหัวไททาเนี่ยม ความแรงในการยิงสูงขนาดที่ยิงไมส์เตอร์ร่วงได้ในนัดเดียว เป็นการรวมอาวุธทั้ง 2 ชิ้นเข้าด้วยกันแล้วตั้งท่ายิงแบบธนูแต่ไขว้มือขวาไปด้านหลังคอ ยิงเป้านิ่งระยะไกล 8 กิโลเมตรด้วยความแม่น 100 เปอร์เซนต์ หากยิงขณะที่บินระยะยิงจะเหลือ 4 กิโลเมตร สามารถยิงวอร์สูทที่บินเร็วได้ในระยะ 5 กิโลเมตรและ 3 กิโลเมตรขณะอยู่กลางอากาศ ทั้งหมดนี่คือระยะต่างๆที่เธอยิงไม่เคยพลาดแม้แต่นัดเดียว เป็นอาวุธพิเศษงบประมาณสูงที่เธอได้รับมาครอบครอง”
“มิน่าล่ะ เข้าใจละ”
“อันดับ ที่สองคือชั้นเอง ถนัดการต่อสู้ระยะใกล้ ไม่มีอะไรพิเศษมาก ความสามารถคงจะเห็นได้ตอนต่อสู้กับลาสแองเจิ้ลแล้ว ต่อไปคนที่สามคือซันจัง ผู้ใช้ดีไวซ์เซจ ค่อนข้างมีปัญหาเรื่องอธิบายจึงต้องคอยอธิบายในรูปแบบเวทย์มนต์ เพราะเธอมีค่าซิงโครกับดีไวซ์เซจถึง 99 เปอเซนต์ เซจจึงรู้ว่าซันจะทำอะไรจึงสามารถสนับสนุนได้เต็มที่ แค่เวลาคิดจะใช้เวทย์มนต์ยกของระยะไกลเซจก็จะใช้คลื่นแม่เหล็กควบคุมอากาศ ให้ยกขึ้นได้ ด้านการต่อสู้เน้นโจมตีอย่างแรงเป็นหลักโดยใช้คทา บินด้วยปีกที่เท้าและหลัง คอมมานด์ที่แรงที่สุดคือดีไวน์บลาสเตอร์ คอมมานด์เฉพาะตัวซึ่งแรงกว่าบลาสเตอร์ช็อตมาก หากยิงโดนก็ชนะทันที แต่เธอเพิ่งเคยยิงไปครั้งเดียวเนื่องจากที่นี่ไม่มีที่ฝึกซ้อมที่จะรับลำแสง ได้ ยังมีคอมมานด์เฉพาะตัวอีกหลายอย่างอย่างกับว่าเซจถูกออกแบบมาให้ใช้เวทย์ มนต์ ตำแหน่งหลักคือคอยซัพพอร์ตและออกไปต่อสู้ระยะประชิด”
“เพราะ อย่างนี้เด็กอายุ 10 ขวยถึงมาเป็นผู้ใชดีไวซ์ได้สินะ แล้วก็ห้ามทำให้เธอเข้าใจว่าไม่มีเวทย์มนต์ด้วยใช่ไหม" เอสพูดขณะหยิบมือถือขึ้นมาจด
“ต่อไป อันดับสี่คือเบรค ผู้ใช้ดีไวซ์เดสตร้า อาวุธหลักเป็นปืนใหญ่พร้อมคอมมานด์เฉพาะตัวที่ยิงได้แรง และอาจจะเหนือกว่าเซจ เน้นโจมตีด้วยลำแสงขนาดใหญ่ ถนัดการทำลายอาวุธขนาดใหญ่เช่นเครื่องบินรบ รถถัง แต่ก็สู้กับวอร์สูทได้เหมือนกัน” เซเวียร์อธิบายต่อและหยุดพูดเมื่อพนักงานนำอาหารของเธอและเอสมาเสริฟ
เธอจับมีดและส้อมบรรจงแกะเปลืองกุ้งมังกรออกอย่างช้าๆพร้อมให้ข้อมูลกับเอสต่อไป
“ที่ เหลือก็คือไฟร์ น้ำ เชน นัต แล้วก็เอ อันที่จริงทุกคนในทีมก็มีความสามารถเท่าๆกัน อันดับที่หนึ่งและสุดท้ายมาลองสู้กันก็ยังกินกันไม่ลง คงไม่ต้องบอกอันดับต่อแล้วล่ะ ไฟร์เป็นผู้ใช้วอร์สูท ใช้ศิลปะการต่อสู้มือเปล่าและอาวุธต่างๆ มีความคล่องแคล่วสูง ถนัดต่อสู้ระยะประชิด น้ำก็เหมือนพี่ของเค้าแต่เธอใช้ดีไวซ์ ไฟท์ ทั้งคู่ใช้ระบบฟีทเอ็กซ์โพลดทรัสเตอร์ หรือเฟ็ท เป็นระบบทรัสเตอร์ที่เท้าที่สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงแต่ได้ความคล่องตัวสูงมาก เชนเป็นมือสไนเปอร์วอร์สูทซึ่งจะใช้ระบบฟีทไอออนทรัสเตอร์หรือฟิต ซึ่งไม่ใช้เชื้อเพลิงแต่เป็นพลังงานไฟฟ้า ไม่ถนัดการรบระยะประชิดแต่จะคอยยิงสนับสนุนอยู่ห่างๆ นัตเป็นนักบินวอร์เฟรม... ” เธอหยุดมาจิบน้ำหลังจากแกะเปลืองกุ้งออกหมดแล้ว
“อาวุธ หุ่นยนต์ รหัสพัฒนาคือสกายไฮเออร์ สามารถเปลี่ยนเป็นเครื่องบินรบได้ มีความคล่องตัวพอสมควร สามารถต่อสู้กับวอร์สูทได้อย่างสูสีระดับที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน จึงเป็นนักบินวอร์สูทเพียงคนเดียว ส่วนเอ เป็นดีไวซ์ไมส์เตอร์ที่เพิ่งฝึกได้ราวๆ 2 เดือน อาวุธหลักคือขวานที่สามารถปล่อยหัวออกไปได้ เนื่องจากเพิ่งฝึกมา 2 เดือนความสามารถยังไม่รู้แน่ชัดแต่ถือว่าเป็นคนที่มีความสามารถสูงเมื่อ เทียบกับเวลาฝึก...”
หลังจากที่เซเวียร์อธิบายจบ เธอก็ลงมือทานอาหารอย่างสุภาพ เอสจึงเริ่มจัดการกับสเต็กที่อยู่ด้านหน้าเช่นกัน
หลังจากทานอาหาร เซเวียร์ก็บอกว่าเธอกำลังจะไปศูนย์วิจัยอาวุธ ซึ่งเอสก็กำลังจะไปพอดีเธอจึงชวนให้ขึ้นรถของเธอ
“คุณบอกว่าอยากรู้เรื่องของเบอร์มิวเดียสินะ” เซเวียร์ถามทันทีที่ประตูรถปิด
“เธอคงไม่คิดจะให้ชั้นสู้โดยที่ไม่รู้อะไรเลยหรอกนะ จริงไหม” เอสถามกลับ เป็นการบังคับให้เธอบอกไปในตัว
“ชั้นเคยเป็นเจ้าหญิงของประเทศนี้ เบอร์มิวเดีย...”
“ไม่ได้นะครับท่านเซเวียร์” คนขับรถห้ามเธอด้วยความตกใจ
“ไม่เป็นไรหรอก คนคนนี้เชื่อใจได้ แล้วเขาก็เป็นกำลังสำคัญของประเทศเราด้วย เค้ามีสิทธิ์ที่จะรู้ทุกอย่าง...” เธอตอบ
“ชื่อ เต็มที่ชั้นเคยใช้คือ เซเวียร์ ไอ เบอร์มิวเดีย ซึ่งกลายเป็นอดีตไปแล้วเพราะชั้นตัดสินใจที่จะเข้ากองทัพหลังจากที่รู้ว่า ไกรเลิศหนีไป พร้อมทั้งรู้ว่าชั้นเป็นผู้ใช้ดีไวซ์”
“ติดที่กฏหมายสินะ” เอสถามต่อ
“ใช่” เธอตอบรับขณะที่กดปุ่มข้างๆเธอเพื่อเปิดฉากกั้นเสียงระหว่างคนขับรถและผู้นั่ง
“ชั้น ว่าชั้นคงต้องเล่าตั้งแต่สร้างเบอร์มิวเดียเลยสินะ อันที่จริงเบอร์มิวเดียก็สร้างเสร็จพอๆกับปีที่ชั้นเกิดจึงไม่ได้เห็น เหตุการณ์โดยตรง แต่ก็พอรู้มาบ้างจากท่านพ่อ ท่านพ่อเล่าให้ฟังว่าท่านเป็นเพื่อนคนสนิทที่สุดของดร.ประเสริฐ ที่กำลังหมดหวังในมนุษย์ ถึงอย่างนั้นท่านก็ไม่เคยรู้เรื่องดีไวซ์เลย แต่ตอนที่ประเสริฐมาสร้างเบอร์มิวเดียนั้น เขาพาท่านพ่อมาด้วย และหลังจากที่สร้าง อพยพคน และวางแผนเมืองพร้อมระบบต่างๆเสร็จ ดร.ประเสริฐก็ฝากประเทศนี้ให้กับท่านพ่อ โดยที่ให้ท่านขึ้นมาเป็นกษัตริย์ และได้รับการยอมรับจากชาวเบอร์มิวเดีย แต่หลังจากนั้นดร.ประเสริฐก็หายตัวไป ไม่มีใครพบเห็นอีก และหลายปีถัดมา เบอร์มิวเดียก็เริ่มค้นพบดีไวซ์ 10 เครื่องพร้อมกับที่ทั่วโลกเริ่มค้นพบ ทางรัฐบาลได้จัดสร้างศูนย์วิจัยขนาดใหญ่ทันทีเพื่อตรวจสอบ พวกเราสามารถเข้าระบบและเริ่มใช้งานดีไวซ์ได้ในปี 2024 และพยายามพัฒนามาเรื่อยๆ แต่กลับไม่สำเร็จจึงใช้ได้แค่ข้อมูลระดับ 1 ซึ่งบอกเพียงเรื่องราวของโนอาห์อาร์ค และดีไวซ์ รวมทั้งสามารถใช้คอมมานด์ขั้นแรกๆได้ คนที่แนะนำให้มาขอร้องคุณก็คือท่านพ่อของชั้นเอง พ่อของชั้นรู้เรื่องความสามารถของคุณ แต่คนอื่นๆกลับไม่รู้ คงเป็นเพราะท่านสนิทกับประเสริฐ เรื่องราวของคุณเป็นข้อมูลที่ถูกปกปิดอย่างดีตามคำสั่งของท่านพ่อ แต่ก็แน่นอนว่าจะต้องมีคนไม่ยอมรับ แต่ชั้นรู้สึกว่าท่านพ่อรู้ความลับบางอย่างเกี่ยวกับตัวคุณ ลับถึงขั้นที่ไม่เคยบอกแม้ชั้นจะเข้าไปถามหลายต่อหลายครั้ง”
“ขอ โทษนะเซเวียร์ แต่นี่ก็เป็นเรื่องที่บอกเธอไม่ได้เช่นกัน เรื่องนี้จะให้ใครรู้ไม่ได้ แต่ท่าทางลาสแองเจิ้ลจะรู้เรื่องแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าจับพวกลาสแองเจิ้ลได้ชั้นคงต้องขอให้ควบคุมตัวไว้โดยไม่ให้ ใครเข้าไปคุย คงทำได้สินะ”
“ค่ะ ท่านพ่อก็คิดไว้แล้วจึงออกคำสั่งนี้เอาไว้ ว่าแต่ขอคุยเรื่องเอเวอร์เล็ทหน่อยได้ไหมคะ?”
“เอเวอร์เล็ท ผู้หญิงผมแดงๆคนนั้นน่ะเหรอ” เอสถาม
“ใช่ ค่ะ อันที่จริงเธอเป็นคนอ่อนโยน แต่ที่ต่อว่าคุณก็เพราะว่าพี่ชายของเธอซึ่งเป็นผู้ใช้วอร์สูทได้รับภารกิจ ให้ไปช่วยไมส์เตอร์คนนึง แม้จะต้องเอาชีวิตเข้าแลก พี่ของเธอไม่สามารถฝืนคำสั่งได้จึงต้องสละชีวิตเพื่อปกป้องคนคนนั้น ถึงแม้ตัวของเขาเองมีความสามารถและเป็นกำลังหลักให้กับกองทัพได้มากกว่า แต่ก็ยังคงมีหลายคนที่เชื่อว่าวอร์สูทไม่สามารถเทียบกับดีไวซ์ได้”
“ไม่ จริงหรอก เท่าที่ชั้นวิเคราะห์มา ดีไวซ์เป็นสิ่งที่มีเทคโนโลยีเหนือโลกเราราวๆ 500-1000 ปีได้ แต่ความสามารถด้านการรบกลับถูกปรับให้ใช้ได้ไม่เต็มที่ แต่ชั้นก็ไม่ติคนออกคำสั่งช่วยดีไวซ์ไมส์เตอร์หรอกนะ เพราะจะให้ดีไวซ์ตกไปอยู่ในมือของลาสแองเจิ้ลก็ไม่ได้”
“ใช่ ชั้นเอาก็เชื่อแบบนั้น แต่มันก็เป็นความจริงที่ว่าคนส่วนมากยอมรับดีไวซ์มากกว่าความสามารถส่วน บุคคล เช่นคุณ ผู้ที่ซึ่งเข้ากองทัพด้วยยศเริ่มต้นพันตรี ไม่แปลกที่เธอจะโกรธ หวังว่าคุณคงจะคุยกับเธอรู้เรื่องนะ รวมถึงการต่อสู้เย็นนี้ด้วย ถ้าคุณอยากจะชนะ ตัวชั้นก็คงช่วยได้แค่บอกว่าระวัง Cross Shot ให้มากที่สุด เพราะเท่าที่เอเวอร์เล็ทเคยยิงมา ไม่เคยยิงพลาดในระยะที่เคยบอกไว้แม่แต่นัดเดียว ระยะของสถานที่ฝึกซ้อมน่ะ ต่อให้คุณบินเร็วแค่ไหนก็หลบไม่พ้น”
“วางใจเถอะ ชั้นจะคุยกับเอเวอร์เล็ทให้ลดฑิฐิลงเอง ว่าแต่เธอเถอะ เซเวียร์ เลิกเรียกชั้นว่าคุณซักทีได้ไหม...”เขาพูดต่อว่าเซเวียร์
“ถ้า งั๊น... ก็... เอสละกัน” เธอพูดขณะหันหน้าไปหาเอส ซึ่งเอสมั่นใจว่าเห็นรอยยิ้มของเธอนิดๆ หลังจากนั้นเซเวียร์ก็ไม่มีอะไรจะพูดต่อและเอสก็อยู่ในสภาพพูดไม่ออกจนรถ วิ่งไปถึงศูนย์วิจัย
“อ้าว เอส มาแล้วสินะครับ” เอลไลน์เนอร์ตะโกนเรียกเมื่อเห็นเอสเปิดประตูเข้ามา
“ผมได้ยินเรื่องการประลองเลยมาเตรียมพร้อมก่อนน่ะครับ คุณแน่ใจนะว่าจะสู้กับเอเวอร์เล็ทจริงๆ”
“ชั้นไม่ค่อยชอบพูดเล่นเท่าไหร่หรอก” เอสตอบกลับ
“ผม มีข้อมูลการต่อสู้ของเอเวอร์เล็ทอยู่ จะดูก่อนไหมครับ เหลือเวลาอีกตั้ง 2 ชั่วโมงก่อนจะถึงเวลา ถึงจะเป็นดีไวซ์ไมส์เตอร์ก็ไม่ควรประมาทนะครับ” เอลไลน์เนอร์บอกเอส
“ไม่จำเป็นหรอก...” เอสพูดขึ้นก่อนที่ประตูโกดังข้างๆเขาจะถูกเปิดออก และรถบรรทุกแคปซูลบางอย่างขนาดใหญ่วิ่งเข้ามาจอด
“อย่าบอกนะว่า...”
“ใช่ การประลองครั้งนี้ชั้นจะไม่ใช่ราส แต่จะใช้วอร์สูทรุ่นมาตรฐานนี่แทน”
“สิ่งที่สั่งไว้ได้แล้วค่ะ” เมย์บอกเอส
“อย่า ว่าผมดูถูกคุณเลยนะครับเอส” เอลไลน์เนอร์เริ่มพูด “ต่อให้คุณเก่งแค่ไหน แต่กำลังของวอร์สูทรุ่นมาตรฐานกับวอร์สูทของเอเวอร์เล็ทต่างกันเกินไป”
“นั่น สินะ... เมย์ ไปบอกพวกชั่งให้ติดตั้งระบบเฟ็ท และเตรียมดาบฝึกซ้อมยาว 1.2 เมตรมาหนึ่งคู่ พร้อมปืนพกคู่ด้วย” เอสยังคงสั่งต่อไปโดยที่ไม่สนใจคำพูดของเอล
“คิดจะทำอะไรกันแน่ จะยอมแพ้เหรอ”เซเวียร์ถามเอสทันที
“ไม่ หรอก ชั้นพูดจริง ชั้นจะใช้วอร์สูทรุ่นมาตรฐานนี่แหละสู้กับเอเวอร์เล็ท และชั้นก็จะไม่ใส่เทคโนโลยีของชั้นเข้าไปเลยแม้แต่น้อย ถ้าชั้นชนะได้เธอก็จะยอมรับและเป็นปกติใช่ไหม?” เอสตอบ
“ถ้าชนะ ก็อาจจะเป็นอย่างนั้น แต่ทำแบบนี้โอกาสแทบเป็นศูนย์เลยนะ”
“แต่ ก็ไม่เป็นศูนย์ซะทีเดียวนี่” เอสตอบกลับแล้วจึงเดินเข้าไปที่ห้องพัก “เมย์ เร่งพวกช่างให้ติดตั้งอุปกรณ์ที่ชั้นบอกใส่เสร็จก่อน 3 โมงนะ แล้วก็... ชั้นจะนอนพักซักหน่อย ถ้าเอเวอร์เล็ทมาถึงแล้วปลุกด้วยนะ” เขาสั่งเมย์ และหลับตาลงนั่งหลับบนโซฟา
ผ่านไปหลายนาที เอสก็เริ่มรู้สึกตัวอีกครั้งและมองไปเห็นเมย์ที่ยืนอยู่ข้างๆเขาพลางบอกให้เขาตื่นขึ้นมา
“คุณ เอเวอร์เล็ทมาถึงแล้วค่ะ แล้ววอร์สูทก็เตรียมพร้อมเสร็จแล้ว กรุณาใส่ชุดนี้ด้วยค่ะ” เธอพูดพร้อมยื่นชุดผ้ายืดทั้งตัวสีดำให้เขา จากนั้นจึงเดินออกไป
หลังจากที่เปลี่ยนชุดในห้องแต่งตัวเสร็จแล้ว เขาก็เดินเข้ามาในห้องฝึกซ้อม พลางมองดูเอเวอร์เล็ทที่กำลังฝึกยิงธนู
“เตรียมพร้อมเสร็จแล้วหรือไง” เอเวอร์เล็ทพูดกับเอสโดยที่ไม่หันมามอง
“ก็ใกล้แล้วล่ะ 4 โมงไปเจอกันที่สนามฝึกซ้อมด้วย”เอสบอก แล้วจึงเดินเข้าโกดังหลังรถขนแคปซูลไป
หลังจากที่เซ็ทค่าวอร์สูทเสร็จ เอสก็เข้าแคปซูลเพื่อใส่วอร์สูท
“อย่าดูถูกกันให้มากนัก” เอเวอร์เล็ทตะโกนใส่เขาทันทีที่เห็นเอสออกมาจากแคปซูลพร้อมวอร์สูทรุ่นมาตรฐาน
“ไม่ใช้ดีไวซ์เพื่อที่จะเป็นข้ออ้างรึไง จริงสินะ ใช้ดีไวซ์ก็แพ้อยู่ดี เลยใช้วอร์สูทเป็นข้ออ้าง”
“ห้องฝึกซ้อมไปทางไหน” เอสถามเมย์โดยไม่สนใจเอเวอร์เล็ทแม้แต่น้อย จากนั้นจึงเดินตามเมย์เข้าห้องขนาดใหญ่ไป
เอสลองใช้วอร์สูทบินวนรอบๆห้องดูเพื่อทำความคุ้นเคยกับระบบเฟ็ทของวอร์สูท
“ชั้น ไม่คิดว่าเธอจะแพ้หรอกนะเอส” เซเวียร์พูดขึ้นทันทีที่เข้ามาในห้องนี้ “แต่ช่วยมาลองสู้กับชั้นก่อนได้ไหม จะได้รู้ว่าเธอมีโอกาสชนะหรือเปล่า”
เอสบินลงจอดตรงหน้าเซเวียร์
“ได้สิ กำลังอยากจะทดสอบวอร์สูทเครื่องนี้อยู่พอดี” เอสตอบ จากนั้นจึงพุ่งถอยหลังออกไป
“Blader Set-up” เซเวียร์พูดขึ้น จากนั้นแสงสีขาวก็ออกมาจากเบลดเดอร์ และกระจายคลุมเซเวียร์ทั้งตัว ตัวเบลดเดอร์ได้ถูกเปลี่ยนเป็นดาบขนาดใหญ่ ชุดผ้าสีขาวสลับฟ้าได้โผล่ขึ้นมาขณะที่ชุดเครื่องแบบทหารของเธอสลายตัวไป เหลือเพียงชุดคลุมสีดำ ปีกเหล็กสีเงินโผล่ขึ้นมาจากหลังของเธอและทำการสร้างแถบแม่เหล็กขึ้นมาขยาย ขนาดของปีก เธอจับดาบขึ้นมาไว้ข้างหน้า
“พร้อมนะ?” เธอถามเอส ซึ่งเขาพยักหน้า
ปีก ของเซเวียร์พัดลมไปข้างหลังทำให้เธอพุ่งไปหาเอส และใช้ดาบเปิดบาเรียแม่เหล็กกันกระสุนปืนคู่ที่เอสระดมยิงใส่ไม่ยั้ง หลังจากพุ่งเข้าไปได้ระยะแล้วเธอจึงง้างดาบฟัน แต่เอสหลบแล้วใช้ไอพ่นที่เท้าอ้อมมาข้างหลังเซเวียร์
“จะใช้คอมมานด์ก็ได้นะ ชั้นให้ราสเปิดบาเรียไว้อยู่” เอสบอกเซเวียร์
“บลาสเตอร์ ช็อต” เซเวียร์หมุนตัวฟันพร้อมปล่อยคลื่นพลังงานออกมา แต่เอสหลบพร้อมอ้อมไปข้างหลังเธอแล้วฟันด้วยดาบข้างซ้าย
“เคร้ง” เสียงดาบของเอสปะทะกับดาบของเซเวียร์ที่เธอหมุนตัวมาปัดไว้ทัน ทั้งคู่พุ่งถอยหลังไปตั้งหลัก ปีกของเซเวียร์นั้นไม่ได้ไปเกะกะการเคลื่อนไหวและการแกว่งดาบของเธอเลยแม้ แต่น้อย หรือจะพูดอีกอย่างว่าค่าซิงโครระหว่างเบลดเดอร์และเซเวียร์สูงจนต่อสู้ได้ แบบไม่มีพลาด
“คาตานะ โหมด” เธอสั่งทันที แล้วดาบขนาดใหญ่ของเธอก็เลื่อนขึ้นโดยเพิ่มความยาวและปรับดาบให้บางลง
ปีกของเซเวียร์เริ่มพัดลมไปด้านหลังอย่างแรงอีกครั้ง และตัวของเซเวียร์พุงเข้าไปหาเอสโดยจับดาบไว้ข้างหน้า
“แอ โร่ บัสเตอร์” เธอใช้คอมมานด์ระเบิดลมออกมาซึ่งเอสหลบไปข้างบนทัน แต่ด้วยแรงระเบิดของลม ส่งเซเวียร์พุ่งขึ้นไปหาเอสด้วยความเร็วสูงเช่นกัน
“เคร้ง” ดาบของทั้งคู่ปะทะกันเป็นชุดๆ เทคนิกการใช้ดาบของเซเวียร์นั้นนับว่าสูงมากจนทุกการป้องกัน เอสต้องใช้ดาบทั้งสองข้าง
เอส ง้างดาบทั้งสองข้างและฟันใส่เซเวียร์พร้อมกันแบบสวนทาง แต่เซเวียร์ใช้ดาบเพียงเล่มเดียวปัดได้ทั้งสองดาบจากนั้นก็ฟาดดาบจากล่าง ขึ้นบนซึ่งเอสก็ใช้ดาบทั้งคุ่ของเขากันอีกครั้ง แต่ตัวของเอสก็กระเด็นออกจากเซเวียร์เล็กน้อย
“Dual Sword Mode” เซเวียร์สั่งเปลี่ยนดาบเป็นดาบคู่ ใบดาบที่สองปลดลงมาตำแหน่งเดิมและแยกด้ามดาบเป็น 2 ส่วน จากนั้นจึงบินเข้าไปฟันเอสอีกครั้งด้วยเพลงดาบชุดใหญ่
หลังจากที่ บล็อกดาบของเซเวียร์ที่เข้ามาเป็นชุดๆได้แล้ว เอสก็พุ่งอย่างแรงไปที่ด้านหลังเซเวียร์และเอาดาบจ่อคอของเซเวียร์ได้สำเร็จ แล้วทั้งคู่จึงบินลงมาพักเพราะรู้ผลแพ้ชนะเรียบร้อยแล้ว
“ไง เซเวียร์ สบายใจรึยัง” เอสถามขณะที่ทั้งคู่เดินเข้าไปหยิบขวดน้ำที่วางรอไว้
“โอกาสชนะน่าจะราวๆ 30 เปอเซนต์ แต่ที่ต้องระวังไว้ก็คือครอสชู้ต ห้ามให้เอเวอร์เล็ทใช้ได้เด็ดขาด”
“อืม”
“อ้าว เอสกับเซเวียร์ มาก่อนเวลาอย่างที่คิดจริงๆด้วย” ไฟร์ทักขึ้นทันทีที่เดินเข้ามาพร้อมกับกลุ่มทีมเอซ และดูเหมือนว่าจะมีคนมาเพิ่มอีกหนึ่ง
“อ้อ ผมชื่อเอนะครับ ยินดีที่ได้รู้จัก” ชายแปลกหน้าในกลุ่มคนที่เดินเข้ามาทักทายเอส
“เอสครับ เช่นกัน” เอสทักตอบ “มาชมกันเยอะขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย”
“ไหนๆก็ว่างเลยมาดูซะหน่อย จะว่าไปทำไม่ไปใส่วอร์สูทรุ่นมาตรฐานได้ล่ะ?” ไฟร์ถามต่อ
“ก็ว่าจะใช้วอร์สูทเครื่องนี้ลองสู้กับเอเวอร์เล็ทดูน่ะ อีก 15 นาทีก็ได้เวลาแล้วด้วย”
“ถ้างั๊นก็... ได้เวลา...” ไฟร์พูดพร้อมหยิบมือถือขึ้นมาเปิดระบบโฮโลแกรมเตรียมป้อนข้อมูล
“ชั้นลงข้างเอเวอร์เล็ท 5 พัน แต้ม น้ำว่าไง” ไฟร์ป้อนข้อมูลแล้วหันไปหาน้ำ
“หนู... ขอลงข้างคุณเอสซัก 3 พันละกัน” น้ำตอบเสียงเบา
“ชั้นลงข้างเอสเหมือนกัน 8 พันไปเลย” เบรคบอกไฟร์
“รอบนี้ชั้นบาย” เอบอกไฟร์เมื่อไฟร์หันหน้ามาหาเขา
“เอเวอร์เล็ท 5 พัน” นัตตอบ
“ชั้น.. ขอลงข้างเอส 2 พันละกัน” เชนตอบ
“อีกพันนึงไม่กล้าลงรึไง” ไฟร์ถามต่อ
“มันก็ต้องเผื่อไว้มั่งแหละน่า”
“รอบนี้หนูเล่นด้วยได้ไหม” ซันวิ่งเข้ามาถามไฟร์ทันที
“เอ่อ คงได้มั๊ง ลงทะเบียนผู้เล่นใหม่ คะแนนเริ่มต้นที่หมื่นนึง จะลงอะไรล่ะ”
“พี่เอสซัก 5 พันละกันค่า”
“อืมๆ ตอนนี้ก็หมื่นต่อหมื่นแปดละ ที่เหลือก็เซเวียร์กับเอเวอร์เล็ท..”
“ทำอะไรกันน่ะ” เอสเข้ามาถามไฟร์
“เกม เดิมพันน่ะสิ ทุกสิ้นเดือนคนที่ได้คะแนนมากจะสั่งคนที่ได้คะแนนน้อยทำอะไรก็ได้ที่ไม่เกิน ไป เช่นอาจจะให้ไปใจกลางเมืองแล้วสั่งให้ตะโกนว่ายาราไนก้า หรือสั่งทำอะไรที่มันฮาๆ จะเล่นด้วยไหมล่ะ”
“น่าสนใจแฮะ ลงด้วยละกัน”
“โอเค เอสทริกเกอร์ คะแนนเริ่มต้น 1 หมื่น อันดับที่จะถูกลงโทษเปลี่ยนจาก 2 อันดับเป็น 3 อันดับแทน คงจะลงข้างตัวเองสินะ...”
“เสียงดังจริงแฮะ” สาวผมแดงเดินเข้ามา
“อ้าวเอเวอร์เล็ท ซ้อมเสร็จแล้วเรอะ คราวนี้คนลงข้างเธอน้อยกว่าปกติอีกนะ” ไฟร์ทักเธอ
“ลงข้างชั้น 1 หมื่นไปเลย” เอสบอกไฟร์
“เอ่อ ถ้าคะแนนหมดนี่คือแพ้แน่นอน จะเอางั๊นจริงเหรอ” ไฟร์ถามเพื่อความแน่ใจ
“ตามนั้นแหละ” เอสยืนยัน
“งั๊นชั้นลงข้างชั้นสองหมื่นแปด หมดตัวเหมือนกัน” เอเวอร์เล็ทบอกไฟร์
“เซเวียร์ คะแนนเธอถูกรีเซ็ตใหม่ จะเล่นไหม” ไฟร์ตะโกนถาม
“เอส 1 หมื่น” เธอตอบกลับเบาๆ
“สาม หมื่นแปดเท่ากันเหรอเนี่ย นานแล้วนะเนี่ยที่อัตราต่อรองเอเวอร์เล็ทต่ำขนาดนี้ แต่อย่างน้อยครั้งนี้ก็ตัดสินคนแพ้แน่ๆไปอย่างน้อย 1 คนละ”
“2คนต่างหาก” เอเวอร์เล็ทสวน
“มันก็ไม่แน่หรอกน่า แต่ชั้นก็ลงข้างเธอไปเยอะเหมือนกันนะเอฟ อย่าแพ้ล่ะ” ไฟร์บอก “ไป พวกเรา ไปนั่งชมได้แล้วมั๊ง”
“มาตัดสินกันได้แล้วเอส” เอเวอร์เล็ทบอกขณะที่ทุกคนยกเว้นไฟร์ขึ้นไปที่นั่งดู
“รอบ นี้ชั้นจะเป็นกรรมการให้เอง” ไฟร์บอกขณะที่เปิดคอมพิวเตอร์โฮโลแกรมที่โต๊ะขอบห้องประลอง “ทั้งคู่ช่วยไปยืนในวงกลมสีแดงกับสีน้ำเงินด้วย”
เอสเดินไปยืนกลางวงกลมสีน้ำเงินพร้อมกันเอเวอร์เล็ทที่ไปยืนกลางวงกลมสีแดง
“การ ประลองระหว่าง เอส ทริกเกอร์ และเอเวอร์เล็ท แม็คเคนซี่ อาวุธฝึกซ้อม เรลกันกระสุนยาง ปืนกระสุนยาง บาเรีย เตรียมพร้อม ตัดสินด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวหรือเข้าสู่สภาพพร้อมกำจัด อัตตราต่อรอง 50 ต่อ 50 ทั้งคู่พร้อมนะ”
เอสจับปืนคู่ขึ้นมาตั้งท่าพร้อมกับเอเวอร์เล็ทที่จับอาวุธของเธอซึ่งดูรูปร่างคล้ายๆกับคันธนูขึ้นมาหาเอสเ หมือนกัน
“3… 2….”
ทั้งคู่เริ่มย่อตัวลง
“1… เริ่ม”
เอส และเอเวอร์เล็ทยิงกระสุนออกไปพร้อมกันและกระโดนหมุนตัวหลบได้ทั้งคู่ ทั้งคู่ยิงกันกลางอากาศอย่างรวดเร็วและสูสีกัน ทั้งๆที่ยิงไปรัวๆแต่กลับไม่มีใครยิงถูก แต่แล้วเอสก็เก็บปืนของเขาแล้วจับดาบคู่ขึ้นมาและบินหลับกระสุนกลางอากาศอ ย่างพริ้ว เอเวอร์เล็ทที่เห็นเอสเก็บปืนก็ลงไปยืนบนพื้นและเริ่มระดมยิงเป็นชุดหนัก ยิ่งขึ้น แต่เอสก็ยังหลบได้อย่างพริ้ว
“เอาแล้วครับ ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดเช่นนี้” ไฟร์เริ่มพากษ์เพราะอดไม่ไหว “การต่อสู้ระหว่างคัสตอมกับแมสที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือด ฝ่ายเอสถึงแม้จะถูกระดมยิงก็ยังบินหลบได้อย่างพริ้ว ถึงผมจะไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมเขาถึงเอาดาบออกมาก็เถอะ จะว่าไปเอเวอร์เล็ทความแม่นหายไปไหนหมดแล้วล่ะครับเนี่ย...”
“ชิ” เอเวอร์เล็ทสบถออกมาก่อนที่จะระดมยิงหนักขึ้นเรื่อยๆ และดูเหมือนว่าความแม่นยำของเธอจะสูงขึ้นเพราะเอสหลบได้เฉียดฉิวมากขึ้น
“ใจเย็นไฟร์ ดูแบบปกติเถอะ” เอห้ามไฟร์ไม่ให้พากษ์ต่อ
“ก็ได้ๆ”
“งั๊น เจออาวุธใหม่หน่อยเป็นไง” เอเวอร์เล็ทตะโกนออกมา แล้ววัตถุขนาดเล็กที่บินได้ 7 ชิ้นก็เริ่มออกมาจากคันธนูของเธอแล้วลอยขึ้นระดมยิงใส่เอส
เอเวอร์เล็ทหยุดการยิงของเธอปล่อยให้ไกด์กันยิงแทน เธอเอาคันธนูด้านขวามาเสียบเข้าที่ด้านหลังของคันธนูซ้าย
“จบแล้วสินะ” ไฟร์บ่นเบา
“แต่โอกาสหลบก็ไม่ใช่ศูนย์ไม่ใช่รึไง แค่เข้าใกล้ศูนย์เท่านั้น” เบรคสวนกลับ
เอ เวอร์เล็ทนำคันธนูที่ประกอบแล้วมาจับด้วยมือซ้ายและตั้งตรงไปที่เอส เล็งด้วยตาซ้าย มือขวาของเธอเอื้อมไปจับปุ่มที่ต่ออยู่กับสายสลิงแล้วดึงออกมาเหมือนกำลัง ยิงธนูแต่เธอกลับไขว้มือไปข้างหลังอ้อมคอ เอสที่ต้องคอยหลบไกด์กันนั้นไม่สามารถเข้าใกล้เธอได้เลย
“ครอส...” เอเวอร์เล็ทพูดเบาๆพร้อมหลับตาลง
“ชู้ต..” เธอลืมตาทั้งสองข้างพร้อมกดปุ่มขวา กระสุนไม่ได้ออกมาจากคันธนูเพราะเป็นปืนเลเซอร์ กรณีซ้อมจะใช้วิธีจับภาพปลายกระบอกแทน ไกด์กันทั้งหมดกลับมารวมที่อาวุธของเธอที่แยกคืนเป็นสองส่วนเรียบร้อย ดูเหมือนเธอจะหยุดต่อสู้แล้ว
“อ... เอเวอร์เล็ท” ไฟร์พูดสั่นๆ
“มีอะไรไฟร์”
“เธอ... ยิง... พลาด”
“ว่าไงนะ?” เอเวอร์เล็ทตะโกนออกด้วยสีหน้าตกใจสุดขีด แทบทุกคนในห้องชมก็ตกใจเช่นกัน
เอเวอร์เล็ทตั้งสติได้จึงเปิดดาบที่คันธนูเตรียมรับมือเอสที่กำลังพุ่งเข้ามาฟันเธอ
“ครอ สชู้ต ท่ายิงที่เขาลือกันก็ไม่เลวนี่นา แต่อย่างเข้าใจผิดนะ ชั้นไม่ได้โดนไกด์กันระดมยิงจนเข้าใกล้เธอไม่ได้ ชั้นก็แค่อยากจะเห็นท่ายิงนั้นก็เท่านั้น!” เอสบอกเอเวอร์เล็ทขณะทั้งคู่เข้าปะทะกัน
เอเวอร์เล็ทจับคันธนู แล้วฟาดลงมาตัดกันแต่ถูกดาบคู่ของเอสปัดออกไป เอเวอร์เล็ทเห็นว่าท่าที่เอสปัดออกไปนั้นไม่สามารถดึงดาบกลับมาได้ทันจึง ง้างขาขวาของเธอเตะแต่ทว่า...
“จบการต่อสู้!” ไฟร์ตะโกนขึ้นทันทีที่เอสเอาปืนพกสองข้างมาจ่อหัวของเอเวอร์เล็ทได้สำเร็จ พร้อมกับดาบทั้งคู่ที่ตกลงสู่พื้น คนที่มองทันจะพอรู้ว่าเอสนั้นปัดอาวุธของเอเวอร์เล็ทออกไปและปล่อยดาบพร้อม กระชากมือมาหยิบปืนแล้วจ่อหัว
หลังจากจบการต่อสู้ เอเวอร์เล็ทพูดไม่ออก ไม่พูดกับใครและกลับบ้านไปโดยที่ไม่บอกกล่าวอะไรเลย และหลายคนยังคงตกใจอยู่ที่เห็นเอเวอร์เล็ทแพ้ครั้งแรก แล้วยังแพ้ให้กับวอร์สูทรุ่นมาตรฐานด้วยซ้ำ เอสนั้นก็ยังงงกับท่าทีของเอเวอร์เล็ทที่ดูเหมือนจะไม่ยอมรับอยู่ แต่เขามั่นใจว่าไม่ว่าอย่างไร ตอนนี้เอเวอร์เล็ทก็ต้องยอมรับความจริงที่ว่าเหนือฟ้าคงมีฟ้า ไม่สิ อันที่จริงแล้วเขาเองต่างหากที่ต้องเตือนตัวเองด้วยคำนั้น เพราะไม่ว่ายังไง ตอนนี้เขาก็ยังไม่สามารถเทียบกับประเสริฐได้ และบางทีตัวเขาเองก็ไม่คิดจะเทียบอยู่แล้ว
หลังการต่อสู้นี้ ทุกคนเริ่มกลับบ้านของตัวเอง เอสซึ่งตอนแรกมีโปรแกรมที่ต้องมาวิเคราะห์วอร์สูทตามคำข้อร้องก็ยกเลิก โปรแกรมแล้วหลับบ้านไปนอน โดยที่ไม่ยอมพูดกับใครแม้แต่เซเวียร์
“ทำถูกแล้วล่ะ” เอสพูดกับตัวเองในห้องนอนของเขา “ยังดีกว่าปล่อยให้ไปตายข้างนอกล่ะนะ” และจากนั้นเขาก็หลับไปด้วยความเพลีย
“ทรัสเตอร์ พังเลยหรือเนี่ย” เอลไลน์เนอร์พูดกับตัวเองในห้องทดลอง เขายังคงทำหน้าที่นักวิจัยอันดับต้นๆของเบอร์มิวเดียต่อไปถึงแม้เอสจะมาอยู่ เบอร์มิวเดียแล้วก็ตาม
“เอส... งั๊นหรือ” เสียงกระซิบออกมาจากบนเตียงในห้องนอนของเอเวอร์เล็ท พร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาเล็กน้อย “เอส... ทริกเกอร์... ไม่สิ ณัฐนัย... ไอยกุล”
เขา ได้ยินเสียงเบาๆที่ประตูจึงลืมตาอย่างงัวเงีย อาจเป็นเพราะเพิ่งตื่นจึงทำให้เขายังมองอะไรไม่ค่อยชัด แต่ก็แน่ใจได้ว่ามีผู้หญิงสองคนเปิดประตูเข้ามาในห้องนอนของเขาแล้วเดินมา เปิดม่านซึ่งกำลังปล่อยให้แสงสว่างจ้าขึ้นมา ความรู้สึกที่ได้รับจากแสงนั้นไม่ต่างจากตอนที่เขานอนอยู่ในคฤหาสน์...
“อา... เราอยู่ที่เบอร์มิวเดียแล้วนี่นา...” เขาเริ่มคิด “อ้อ จริงสินะ เบอร์มิวเดียมีระบบปรับแสงนี่นา”
“ตื่นแล้วใช่ไหมคะท่าน” ผู้หญิงผมยาวสีดำที่อยู่ในชุดเมด ทักทายเขาทันทีที่เริ่มลุกขึ้นจากเตียงในขณะที่เมดอีกคนเดินออกจากห้อง
“ฮื่อ” เขาตอบรับขณะค่อยๆลุกขึ้นจากเตียง
“ถ้าเช่นนั้น ดิฉันขอไปเตรียมอาหารเช้าก่อนนะคะ” เธอพูดแล้วเดินออกจากห้องไป และเดินลงบันไดไปชั้นล่างอย่างช้าๆ
“ฮึ่บ” เขากระโดดลงจากเตียง แล้วเดินเข้าห้องอาบน้ำที่อยู่อีกฝั่งของประตูออกเพื่ออาบน้ำและแต่งตัวเตรียมพร้อมสำหรับวัน
เม ย์ เมดคนที่เข้ามาปลุกเจ้านายของเธอเมื่อตอนเช้านั้นเดินมาที่บันไดอย่างเรียบ ร้อยเพื่อมาบอกเจ้านายของเธอที่กำลังเดินลงบันไดขณะผูกเนคไทท์ไปด้วยว่า เตรียมอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว จากนั้นเธอจึงพาไปยังโต๊ะอาหารซึ่งหรูและใหญ่พอๆสำหรับครอบครัวขนาด 10 คน
เขา นั่งลงที่หัวโต๊ะ และรอขณะที่เมดอีกคนยกอาหารมาวาง ตัวเขาเองนั้นยังไม่ค่อยชินกับการมาอยู่ที่นี่ซักเท่าไหร่ แต่ก็ยังดีที่ทางรัฐบาลเบอร์มิวเดียจัดการอำนวยความสะดวกชนิดครบชุดให้ อันที่จริงน่าจะเรียกได้ว่าสบายกว่าตอนอยู่ประเทศไทยเสียด้วยซ้ำ
“โปรแกรม วันนี้มีอะไรมั่ง” เขาหันกลับไปถามเมย์ เมดคนที่ยืนอยู่ข้างๆเขาขณะจับมีดเพื่อหั่นเสต็กปลา ดูเหมือนว่าเนย์ เมดคนน้องของเมย์จะเดินเข้าไปในห้องของเธอซึ่งอยู่ข้างๆห้องครัว
“ค่ะ” เมย์ตอบรับเขาและหยิบสิ่งที่ดูคล้ายๆมือถือขึ้นมาอ่าน “เวลา 9 นาฬิกาไปเตรียมเข้าพิธีเลื่อนยศ พิธีจะเริ่มเวลา 10 นาฬิกาไปจนถึงเวลา 12 นาฬิกา ในเวลา 12 นาฬิกา 30 นาทีจะมีรถมารับไปทานอาหารกลางวัน และหลังจากนั้นจะมีเวลาว่างไปจนถึง 14 นาฬิกา จากนั้นเวลา 15 นาฬิกาจะมีรถมารับไปยังศูนย์วิจัยอาวุธ และจะมีรถมารับกลับมาที่นี่ในเวลาประมาณ 18 นาฬิกาค่ะ”
เขาเงย หน้าขึ้นไปมองนาฬิกา จากนั้นก็เริ่มเร่งมือกินอาหารเพราะตอนนี้ 8 โมงแล้ว เมื่อเขากินเสร็จและดื่มน้ำตามจึงลุกขึ้นเดินออกไปหน้าบ้านพร้อมกับเมย์ที่ ถือกระเป๋าสีเหลี่ยมตามมา เมื่อเขาเดินเข้าไปหารถสีดำที่จอดรออยู่ คนขับรถก็เดินมาเปิดประตูให้ทันที เขาจึงเข้าไปนั่งหลังรถขณะที่เมย์จัดการเอากระเป๋าใส่ท้ายรถ จากนั้นเธอจึงเข้ามานั่งหน้ารถในฐานะผู้ติดตาม
“สวัสดีครับคุณเอส ” ชายในชุดสูทสีดำเดินเข้ามาทักเมื่อเห็นเอสเดินลงจากรถ “ได้ยินชื่อคุณมานานแล้ว เป็นเกียรติจริงๆที่ได้พบตัวจริง อ้อ ผมชื่อ เกียรติ์ไกร ครับ ยินดีที่ได้รู้จัก เรียกว่าไกรก็ได้ครับ”
“ครับคุณไกร”
“อีกนานกว่างานจะเริ่ม ไปดื่นกาแฟด้วยกันก่อนไหมครับ?”
“ขอบคุณที่ชวนนะครับ แต่พอดีผมไม่ดื่มกาแฟ” เอสตอบกลับอย่างสุภาพ “ถ้างั๊นผมขอเดินชมแถวนี้ก่อนนะครับ”
“ตามสบายครับ” เขาพูดแล้วเดินจากไป
ขณะที่เอสเดินเข้าไปในตึก เซเวียร์พร้อมคนรับใช้ของเธอก็เดินมาหา
“นี่บันทึกการต่อสู้คราวนั้น” เธอพูดพร้อมยื่นเมมโมรี่ชิปให้เอส “ตามชั้นมาด้วย” เธอพูดแล้วเดินนำไป
อันที่จริงเขาไม่ต้องทำตามที่เซเวียร์บอกทุกอย่างก็ได้ แต่เขารู้สึกว่าถ้าไม่ทำตามจะเกิดเรื่องยุ่งๆตามมา
“มา แล้วเหรอ นายคนโชคดี” เด็กสาวผมแดงอายุราว 17 เหมือนเอส ทักเขาทันทีที่เปิดประตูเข้ามา “ได้ยินว่ารัฐบาลบริการอย่างดีเลยนี่”
“หยุดเดี๋ยวนี้ เอเวอร์เล็ท!” เซเวียร์สั่งเธอ เด็กสาวคนนั้นจึงยอมนั่งลงดีๆ
เอสกวาด สายตามองไปรอบๆห้อง เป็นห้องที่ดูสะอาดเรียบร้อย ใช้โทนสีแดงเป็นหลัก อาจจะดูคล้ายห้องประชุมเล็กน้อยและในห้องนี้มีคนอยู่เพียง 10 คนเท่านั้น และทุกคนอายุค่อนข้างใกล้เคียงกัน จะต่างสุดก็ตรงที่มีเด็กผู้หญิงชุดสีขาวน่ารักซึ่งอายุประมาณ 10 ขวบนั่งอยู่ด้วย
“พวกเธอช่วยออกไปรอข้างนอกก่อนได้ไหม” เซเวียร์หันไปบอกกับเมดทั้งสองคน จากนั้นก็ปิดประตู
“นี่คือทีมเอซของพวกเรา เบอร์มิวเดีย ตามที่ ผบ. บอกไปแล้ว” เซเวียร์อธิบายให้เอสฟัง
“ผม เบรค ครับ คาดว่าคุณคงจะจำผมได้ตอนที่ลงจากอวาลอนแล้วนะครับ เป็นดีไวซ์ไมส์เตอร์ของเดสตร้า” เด็กหนุ่มคนที่เคยมารับเซเวียร์ขณะลงยานพูดพร้อมหยิบดีไวซ์ซึ่งเป็นคริสตัล รูปสี่เหลี่ยมสีแดงออกมาโชว์ “ถนัดการใช้ปืนใหญ่และอาวุธหนักต่างๆ”
“ถนัดหรือมีอย่างเดียวให้ใช้กันแน่” เอเวอร์เล็ทพึมพำเบาๆ ซึ่งเบรคไม่ใส่ใจเธอเท่าไร
เซเวียร์หันมามองเอเวอร์เล็ทและส่งสายตาให้ เธอจึงพูดขึ้น
“ชั้น ร้อยเอกเอเวอร์เล็ท แม็คเคนซี่ ผู้ใช้วอร์สูท”เธอบอกชื่อแต่ยังไม่ได้บอกความถนัด เธอก็เงียบไป เอสรู้ในทันทีว่าเธอไม่ชอบขี้หน้าเขาเท่าไรนัก ถึงจะไม่ค่อยรู้สาเหตุก็เถอะ
ถึงตาผู้ชายคนที่แก่ที่สุดในห้อง ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่เขาก็อายุเพียง 25 ปี
“ผม ร้อยเอกสนัด ไกรลาศ เรียกสั้นๆว่านัต เป็นผู้ใช้วอร์เฟรมสกายไฮเออร์ ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ” เขาพูดพลางยื่นมือมาจับมือเอส ท่าทางเป็นกันเองมาก
“วอร์เฟรม?” เอสถามอย่างสงสัย
“อ้อ เป็นอาวุธหุ่นยนต์น่ะครับ ปกติแล้วความสามารถจะด้วยกว่าการใช้วอร์สูท แต่สำหรับผมมันดีกว่าวอร์สูทหลายเท่าทีเดียว รุ่นของผมเปลี่ยนเป็นเครื่องบินได้ครับ เรียกว่าครบครัน” เขาอธิบายจากนั้นก็ส่งสายตาให้คนต่อไป ซึ่งเป็นผู้ชายอายุราวๆ 17 และผู้หญิงอายุ 16
“ชั้นชื่อไฟร์” เขาพูดจากนั้นก็ยื่นมือไปกดหัวผู้หญิงข้างๆ “ส่วนยัยนี่ ชื่อน้ำ เป็นน้องสาวชั้นเองแหละ ยัยนี่ใช้ดีไวซ์ส่วนชั้นใช้วอร์สูท ถนัดศิลปะการต่อสู้ เราสองคนมีฉายาว่า…”
“พอแล้วน่า พี่...” คนน้องบอกพี่ด้วยใบหน้าแดงๆ
“พี่น้องนันติกุล ก็ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ” เขาพูดพร้อมยื่นมือมาจับมือเอส
“ตา ชั้นแล้วสินะ” ผู้ชายคนถัดมาพูดขึ้น ดูจากท่าทางแล้วเป็นคนตัวเรียวพอสมควร ไว้ผมค่อนข้างยาวแต่ไม่ยอมให้ผมซักเส้นเข้ามาบังตาของเขา หากพูดถึงเชื้อชาติก็คงไม่พ้นไทยอีกแน่นอน ถึงแม้ร่างกายจะไม่บ่งบอก แต่จากใบหน้าและท่าทางการพูดคงจะอายุรุ่นเดียวกับเอส
“ชั้นชื่อ เชน ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน ถ้าพูดถึงเรื่องการรบ ชั้นเป็นมือปืนสไนเปอร์มือหนึ่งของที่นี่... อันที่จริงก็ไม่ควรเรียกว่ามือนึ่งทีเดียวหรอก เพราะยังมีอยู่อีกหนึ่งคนที่ยิงได้แม่มกว่าผมถึงแม้เค้าจะชอบต่อสู้ระยะ ประชิดก็ตามที อ้อ ผมใช้วอร์สูทนะครับ ถึงแม้จะเป็นวอร์สูท แต่ปืนสไนเปอร์รุ่นพิเศษของผมก็สามารถยิงดีไวซ์ไมส์เตอร์ร่วงได้เหมือนกัน คงไม่เป็นปัญหาเท่าไรสินะครับ”
“ไม่หรอก” เอสพูดพร้อมหันหน้าไปหาเด็กตัวเล็กๆ
“อ๊ะ ถึงหนูแล้วใช่ไหม?” เธอพูดพร้อมกุมมือเอาไว้ อันที่จริงเขาก็รู้สึกแปลกใจเหมือนกันที่ต้องมาเจอกับเด็กอายุ 10 ขวบในกองรบ “ซันค่ะ... จะเรียกว่าซันจังก็ได้นะคะ” เธอยิ้มอย่างเด็กๆให้เขา “เป็นผู้ใช้เวทย์มนต์ค่ะ...”
“หา?” เอสพลั้งปากออกมาด้วยความตกใจ “เว...”
เขา ไม่สามารถพูดต่อได้เพราะถูกไฟร์ยื่นมือมาปิดปากของเขาไว้พร้อมกระซิบข้างหู “ยอมๆเธอไปก่อนน่า ถ้าบอกไปว่าไม่มีเวทย์มนต์จะยุ่งเอา”
“มีอะไรเหรอคะพี่ไฟร์”
“อ้อ.. ไม่มีอะไรจ้า พอดีเห็นแมลงมีพิษบินออกจากปากเอสน่ะ”
“ที่พูดนี่มีนัยใช่ไหมเนี่ย?” เขาพึมพำเบาๆ
“เอาน่า...” ไฟร์ตอบพร้อมกลับไปนั่งที่เดิม
“ก็อย่างที่บอกแหละค่ะ แต่เวทย์มนต์ของหนูจะใช้ได้เมื่อมีดีไวซ์เซจ อยู่ด้วยเท่านั้นนะคะ”
“เซเวียร์ มีแค่นี้ใช่ใช่ไหม?” เอสหันไปถามเซเวียร์
“อีกคนไม่ว่างน่ะ” ไฟร์ตอบแทนเซเวียร์ “ยังเหลือเวลาอีกตั้งนานกว่าพิธีจะเริ่ม มานั่งคุยกันก่อนสิ”
เอสนั่งลงตามคำชวนของไฟร์ จากนั้นเขาก็พูดสิ่งที่ทำให้สีหน้าของเอเวอร์เล็ทเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
“ชั้น ได้รับคำสั่งมาเมื่อเช้านี้ให้เป็นหัวหน้าทีมนี้ เป็นคำสั่งจากเบื้องบน เพราะฉะนั้นชั้นคงต้องขอคุยเรื่องข้อมูลการต่อสู้ของแต่ละคนก่อน ถ้าเป็นไปได้ตอนนี้เลยจะได้ไหม?”
“ว่าไงนะ?” เอเวอร์เล็ทพูดเสียงเบาด้วยความโกรธ “คิดว่าเป็นดีไวซ์ไมส์เตอร์แล้วจะมาออกคำสั่งเราได้งั๊นเหรอ” เธอลุกขึ้นทันที
“ช่วยนั่งลงก่อนได้ไหม ชั้นยังพูดไม่จบ” เอสบอกเอเวอร์เล็ทอย่างใจเย็น
เบรคส่งสายตาขู่เอเวอร์เล็ทพร้อมบอกนัยๆให้นั่งลง ซึ่งเธอก็ยอมนั่งโดยดี
“ชั้น ไม่รู้หรอกนะว่าเธอมีความแค้นอะไรกับผู้ใช้ดีไวซ์ แล้วนี่ก็เป็นเพียงคำขอร้องไม่ใช่คำสั่งโดยตรง หมายความว่าชั้นยังไม่มีสิทธิ์บังงคับพวกเธอหรอก แต่ที่ชั้นต้องคุยเรื่องนี้ก็เพราะว่ากำหนดการออกยานอวาลอนถูกเลื่อนจาก 1 เดือนเป็น 2 สัปดาห์ และเดิมทีชั้นก็ถูกเรียกตัวมาเพื่อพัฒนาอาวุธให้เบอร์มิวเดียอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นชั้นก็แค่จะคอยชี้แนะวิธีการต่อสู้และปรับอาวุธต่างๆเท่านั้น”
“จะ บอกว่านายเก่งกว่าพวกเรางั๊นสินะ ทั้งๆที่ได้ครอบครองดีไวซ์มาไม่นาน มันแน่อยู่แล้วที่ชั้นจะไม่ยอมรับ” เอเวอร์เล็ทพูดสวน “งั๊นช่วยบอกมาที มีอะไรที่จะทำให้พวกเราเชื่อว่านายสามารถทำได้”
“เอเวอร์เล็ท! คนคนนี้สร้างซีโร่วันได้นะ เธอเคยเห็นมีคนทำมันได้ไหม โปรแกรมที่ต้านการแฮคและไวรัสโดยที่ไม่มีการอัพเดตแต่กลับไม่มีใครเจาะมัน ได้ถึง 2 ปี มีคนทำได้รึไง?”
“แค่อย่างเดียวจะไปเชื่อได้ไง แถมหลักฐานว่าไม่ใช่สายลับของลาสแองเจิ้ลอีก”
“ถ้า เรื่องความสามารถ... ช่วยไม่ได้แฮะ ชั้นคงต้องบอกแล้วล่ะว่า ทุกอย่างที่พ่อแม่ชั้นคิดค้นขึ้นมา คนที่คิดได้น่ะจริงๆแล้วก็คือชั้นเอง แต่หลักฐานว่าไม่ใช่ลาสแองเจิ้ลคงไม่มีหรอกนะ แต่ขอบอกไว้ก่อน สงสัยชั้นไปก็เสียเวลาเปล่า ถ้าชั้นเป็นสายจริงๆไม่มีใครจับได้หรอก แล้วคิดว่าคนที่เสียพ่อแม่ไปในเหตุการณ์ลาสแองเจิ้ลบุกฝรั่งเศสจะร่วมมือกับ ลาสแองเจิ้ลรึไง”
“อวดจริงนะ ความฉลาดของนายไม่ติดสิบอันดับโลกด้วยซ้ำ” เธอยังสวนกลับไม่หยุด “งั๊นเอาอย่างนี้ มาสู้กัน ถ้าชนะชั้นซึ่งเป็นอันดับหนึ่งของที่นี่ได้ชั้นก็จะยอมรับ แต่ถ้านายแพ้ นายต้องเดินไปบอกผบ.ให้ลดยศจนเหลือพลทหารแล้วไต่เต้าขึ้นมาใหม่เหมือนชั้น”
“จะเอาจริงๆเหรอ” เอสถามเอเวอร์เล็ทให้แน่ใจ
“กลัวรึไง”
“เวลาและสถานที่ล่ะ?”
“สถานที่คือศูนย์วิจัยอาวุธ ส่วนเวลาเลือกเอาเอง อยากได้เวลาไหนก็บอกมา คงจะอยากได้เวลาตรวจสอบข้อมูลชั้นก่อนสินะ...”
“ไม่ต้อง เธอไปรอศูนย์วิจัยได้เลย ชั้นจะไปหาตอนสี่โมงเย็น ส่วนอาวุธใช้อาวุธฝึกซ้อมสินะ”
“หรืออยากตายล่ะ?”
“งั๊นก็ตกลงตามนี้” เขาพูดแล้วลุกขึ้นเดินไปประตูที่เมดของเขาเปิดรับ
“ได้เวลาแล้วค่ะ” เมย์บอกเอส จากนั้นจึงเดินตามเขาไป
“เอเวอร์เล็ท!” เซเวียร์เรียกเบาๆ
“ไม่พอใจรึไงองค์หญิง” เอเวอร์เล็ทตอบกลับ ซึ่งมือของเบรคกระตุกทันทีที่ได้ยิน แต่ก็หยุดเมื่อเห็นเซเวียร์ส่งสายตาห้ามเอาไว้
“เอาเถอะ ซักวันเธอจะต้องขอโทษที่เธอพูดไปวันนี้” เซเวียร์พูดก่อนเดินออกไปจากห้อง
พิธี รับยศนั้นค่อนข้างอลังการมาก โดยเป็นการมอบยศพันตรีให้เอสและเซเวียร์ ในฐานะที่เป็นทหารที่ผ่านศึกมาแล้ว พิธีจบลงในเวลาเที่ยงตรง และเอสเดินออกมาจากงานพร้อมเซเวียร์โดยมีบอดี้การ์ดคอยกันทางให้ เอสนั้นได้ชวนเซเวียร์ไปทานอาหารซึ่งเธอก็ไม่ปฏิเสธเพราะไม่มีนัดอะไร (หรือเธออาจจะปฏิเสธไม่เป็น?)
“สเต็กแซลม่อนรมควันพร้อมซุปปลาหิมะหนึ่งที่” เอสบอกพนักงานภัตตาคาร “เธอจะเอาอะไร ชั้นเลี้ยงเอง”
“ไม่เป็นไรค่ะ” เซเวียร์ปฏิเสธ ที่จริงเอสก็งงตัวเองเหมือนกันทำไมถึงเสนอว่าจะเลี้ยงขึ้นมาทั้งๆที่เงินของพวกเขานั้นมีแทบไม่จำกัด
“กุ้งมังกรผัดผงกะหรี่พร้อมซุปปลาหิมะ” เธอสั่งอาหารเช่นกัน ราคาทั้งสองจานรวมกันนับว่าแพงลิบลิ่วเลยทีเดียว
เธอรอจนพนักงานเดินออกไปจึงเริ่มพูด
“มีอะไรจะถามสินะเอส”
“ก็ไม่มีอะไรนักหรอก แต่แค่ชวนมาทานข้าวนี่มันแปลกมากขนาดจำเป็นต้องมีเรื่องคุยเลยเรอะ” เอสตอบ
เซเวียร์นิ่ง เป็นการบอกเอสว่าเธอไม่รับมุขของเขา
“โอ เคๆ เข้าประเด็นเลยนะ ในฐานะหัวหน้าทีมที่โดนบังคับมา ชั้นจำเป็นต้องรู้เรื่องทุกอย่างเกี่ยวกับเธอและพวก เพราะฉะนั้นคงต้องขอถามอะไรหลายๆอย่างหน่อย”
“อยากรู้อะไร?” เซเวียร์ถามพลางจิบน้ำชาไปด้วย
“อย่างแรกเลย อาจจะไม่เกี่ยวเท่าไหร่ แต่ชั้นอยากจะรู้เรื่องราวของเบอร์มิวเดียทั้งหมดรวมทั้งที่คนอื่นเรียกเธอว่า...”
“เรื่องนี้ไม่สะดวกที่จะตอบตอนนี้” เธอบอกเอส
“แล้วถ้าเรื่องข้อมูลการต่อสู้คงไม่เป็นไรสินะ” เอสถาม ซึ่งเซเวียร์พยักหน้าให้
“พวกเธอคงเคยฝึกต่อสู้กันแล้วสินะ... ในกลุ่มใครเก่งที่สุดล่ะ”
“อันดับ หนึ่งคือเอเวอร์เล็ท ผู้ใช้วอร์สูท ถนัดต่อสู้ทั้งระยะไกลและประชิด ความสามารถด้านการต่อสู้ประชิดด้อยกว่าชั้นเล็กน้อย แต่มีท่ายิงพิเศษที่เธอเรียกมันว่าครอสชู้ต”
“ครอสชู้ต?”
“กระ สุนเรลกันพิเศษหัวไททาเนี่ยม ความแรงในการยิงสูงขนาดที่ยิงไมส์เตอร์ร่วงได้ในนัดเดียว เป็นการรวมอาวุธทั้ง 2 ชิ้นเข้าด้วยกันแล้วตั้งท่ายิงแบบธนูแต่ไขว้มือขวาไปด้านหลังคอ ยิงเป้านิ่งระยะไกล 8 กิโลเมตรด้วยความแม่น 100 เปอร์เซนต์ หากยิงขณะที่บินระยะยิงจะเหลือ 4 กิโลเมตร สามารถยิงวอร์สูทที่บินเร็วได้ในระยะ 5 กิโลเมตรและ 3 กิโลเมตรขณะอยู่กลางอากาศ ทั้งหมดนี่คือระยะต่างๆที่เธอยิงไม่เคยพลาดแม้แต่นัดเดียว เป็นอาวุธพิเศษงบประมาณสูงที่เธอได้รับมาครอบครอง”
“มิน่าล่ะ เข้าใจละ”
“อันดับ ที่สองคือชั้นเอง ถนัดการต่อสู้ระยะใกล้ ไม่มีอะไรพิเศษมาก ความสามารถคงจะเห็นได้ตอนต่อสู้กับลาสแองเจิ้ลแล้ว ต่อไปคนที่สามคือซันจัง ผู้ใช้ดีไวซ์เซจ ค่อนข้างมีปัญหาเรื่องอธิบายจึงต้องคอยอธิบายในรูปแบบเวทย์มนต์ เพราะเธอมีค่าซิงโครกับดีไวซ์เซจถึง 99 เปอเซนต์ เซจจึงรู้ว่าซันจะทำอะไรจึงสามารถสนับสนุนได้เต็มที่ แค่เวลาคิดจะใช้เวทย์มนต์ยกของระยะไกลเซจก็จะใช้คลื่นแม่เหล็กควบคุมอากาศ ให้ยกขึ้นได้ ด้านการต่อสู้เน้นโจมตีอย่างแรงเป็นหลักโดยใช้คทา บินด้วยปีกที่เท้าและหลัง คอมมานด์ที่แรงที่สุดคือดีไวน์บลาสเตอร์ คอมมานด์เฉพาะตัวซึ่งแรงกว่าบลาสเตอร์ช็อตมาก หากยิงโดนก็ชนะทันที แต่เธอเพิ่งเคยยิงไปครั้งเดียวเนื่องจากที่นี่ไม่มีที่ฝึกซ้อมที่จะรับลำแสง ได้ ยังมีคอมมานด์เฉพาะตัวอีกหลายอย่างอย่างกับว่าเซจถูกออกแบบมาให้ใช้เวทย์ มนต์ ตำแหน่งหลักคือคอยซัพพอร์ตและออกไปต่อสู้ระยะประชิด”
“เพราะ อย่างนี้เด็กอายุ 10 ขวยถึงมาเป็นผู้ใชดีไวซ์ได้สินะ แล้วก็ห้ามทำให้เธอเข้าใจว่าไม่มีเวทย์มนต์ด้วยใช่ไหม" เอสพูดขณะหยิบมือถือขึ้นมาจด
“ต่อไป อันดับสี่คือเบรค ผู้ใช้ดีไวซ์เดสตร้า อาวุธหลักเป็นปืนใหญ่พร้อมคอมมานด์เฉพาะตัวที่ยิงได้แรง และอาจจะเหนือกว่าเซจ เน้นโจมตีด้วยลำแสงขนาดใหญ่ ถนัดการทำลายอาวุธขนาดใหญ่เช่นเครื่องบินรบ รถถัง แต่ก็สู้กับวอร์สูทได้เหมือนกัน” เซเวียร์อธิบายต่อและหยุดพูดเมื่อพนักงานนำอาหารของเธอและเอสมาเสริฟ
เธอจับมีดและส้อมบรรจงแกะเปลืองกุ้งมังกรออกอย่างช้าๆพร้อมให้ข้อมูลกับเอสต่อไป
“ที่ เหลือก็คือไฟร์ น้ำ เชน นัต แล้วก็เอ อันที่จริงทุกคนในทีมก็มีความสามารถเท่าๆกัน อันดับที่หนึ่งและสุดท้ายมาลองสู้กันก็ยังกินกันไม่ลง คงไม่ต้องบอกอันดับต่อแล้วล่ะ ไฟร์เป็นผู้ใช้วอร์สูท ใช้ศิลปะการต่อสู้มือเปล่าและอาวุธต่างๆ มีความคล่องแคล่วสูง ถนัดต่อสู้ระยะประชิด น้ำก็เหมือนพี่ของเค้าแต่เธอใช้ดีไวซ์ ไฟท์ ทั้งคู่ใช้ระบบฟีทเอ็กซ์โพลดทรัสเตอร์ หรือเฟ็ท เป็นระบบทรัสเตอร์ที่เท้าที่สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงแต่ได้ความคล่องตัวสูงมาก เชนเป็นมือสไนเปอร์วอร์สูทซึ่งจะใช้ระบบฟีทไอออนทรัสเตอร์หรือฟิต ซึ่งไม่ใช้เชื้อเพลิงแต่เป็นพลังงานไฟฟ้า ไม่ถนัดการรบระยะประชิดแต่จะคอยยิงสนับสนุนอยู่ห่างๆ นัตเป็นนักบินวอร์เฟรม... ” เธอหยุดมาจิบน้ำหลังจากแกะเปลืองกุ้งออกหมดแล้ว
“อาวุธ หุ่นยนต์ รหัสพัฒนาคือสกายไฮเออร์ สามารถเปลี่ยนเป็นเครื่องบินรบได้ มีความคล่องตัวพอสมควร สามารถต่อสู้กับวอร์สูทได้อย่างสูสีระดับที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน จึงเป็นนักบินวอร์สูทเพียงคนเดียว ส่วนเอ เป็นดีไวซ์ไมส์เตอร์ที่เพิ่งฝึกได้ราวๆ 2 เดือน อาวุธหลักคือขวานที่สามารถปล่อยหัวออกไปได้ เนื่องจากเพิ่งฝึกมา 2 เดือนความสามารถยังไม่รู้แน่ชัดแต่ถือว่าเป็นคนที่มีความสามารถสูงเมื่อ เทียบกับเวลาฝึก...”
หลังจากที่เซเวียร์อธิบายจบ เธอก็ลงมือทานอาหารอย่างสุภาพ เอสจึงเริ่มจัดการกับสเต็กที่อยู่ด้านหน้าเช่นกัน
หลังจากทานอาหาร เซเวียร์ก็บอกว่าเธอกำลังจะไปศูนย์วิจัยอาวุธ ซึ่งเอสก็กำลังจะไปพอดีเธอจึงชวนให้ขึ้นรถของเธอ
“คุณบอกว่าอยากรู้เรื่องของเบอร์มิวเดียสินะ” เซเวียร์ถามทันทีที่ประตูรถปิด
“เธอคงไม่คิดจะให้ชั้นสู้โดยที่ไม่รู้อะไรเลยหรอกนะ จริงไหม” เอสถามกลับ เป็นการบังคับให้เธอบอกไปในตัว
“ชั้นเคยเป็นเจ้าหญิงของประเทศนี้ เบอร์มิวเดีย...”
“ไม่ได้นะครับท่านเซเวียร์” คนขับรถห้ามเธอด้วยความตกใจ
“ไม่เป็นไรหรอก คนคนนี้เชื่อใจได้ แล้วเขาก็เป็นกำลังสำคัญของประเทศเราด้วย เค้ามีสิทธิ์ที่จะรู้ทุกอย่าง...” เธอตอบ
“ชื่อ เต็มที่ชั้นเคยใช้คือ เซเวียร์ ไอ เบอร์มิวเดีย ซึ่งกลายเป็นอดีตไปแล้วเพราะชั้นตัดสินใจที่จะเข้ากองทัพหลังจากที่รู้ว่า ไกรเลิศหนีไป พร้อมทั้งรู้ว่าชั้นเป็นผู้ใช้ดีไวซ์”
“ติดที่กฏหมายสินะ” เอสถามต่อ
“ใช่” เธอตอบรับขณะที่กดปุ่มข้างๆเธอเพื่อเปิดฉากกั้นเสียงระหว่างคนขับรถและผู้นั่ง
“ชั้น ว่าชั้นคงต้องเล่าตั้งแต่สร้างเบอร์มิวเดียเลยสินะ อันที่จริงเบอร์มิวเดียก็สร้างเสร็จพอๆกับปีที่ชั้นเกิดจึงไม่ได้เห็น เหตุการณ์โดยตรง แต่ก็พอรู้มาบ้างจากท่านพ่อ ท่านพ่อเล่าให้ฟังว่าท่านเป็นเพื่อนคนสนิทที่สุดของดร.ประเสริฐ ที่กำลังหมดหวังในมนุษย์ ถึงอย่างนั้นท่านก็ไม่เคยรู้เรื่องดีไวซ์เลย แต่ตอนที่ประเสริฐมาสร้างเบอร์มิวเดียนั้น เขาพาท่านพ่อมาด้วย และหลังจากที่สร้าง อพยพคน และวางแผนเมืองพร้อมระบบต่างๆเสร็จ ดร.ประเสริฐก็ฝากประเทศนี้ให้กับท่านพ่อ โดยที่ให้ท่านขึ้นมาเป็นกษัตริย์ และได้รับการยอมรับจากชาวเบอร์มิวเดีย แต่หลังจากนั้นดร.ประเสริฐก็หายตัวไป ไม่มีใครพบเห็นอีก และหลายปีถัดมา เบอร์มิวเดียก็เริ่มค้นพบดีไวซ์ 10 เครื่องพร้อมกับที่ทั่วโลกเริ่มค้นพบ ทางรัฐบาลได้จัดสร้างศูนย์วิจัยขนาดใหญ่ทันทีเพื่อตรวจสอบ พวกเราสามารถเข้าระบบและเริ่มใช้งานดีไวซ์ได้ในปี 2024 และพยายามพัฒนามาเรื่อยๆ แต่กลับไม่สำเร็จจึงใช้ได้แค่ข้อมูลระดับ 1 ซึ่งบอกเพียงเรื่องราวของโนอาห์อาร์ค และดีไวซ์ รวมทั้งสามารถใช้คอมมานด์ขั้นแรกๆได้ คนที่แนะนำให้มาขอร้องคุณก็คือท่านพ่อของชั้นเอง พ่อของชั้นรู้เรื่องความสามารถของคุณ แต่คนอื่นๆกลับไม่รู้ คงเป็นเพราะท่านสนิทกับประเสริฐ เรื่องราวของคุณเป็นข้อมูลที่ถูกปกปิดอย่างดีตามคำสั่งของท่านพ่อ แต่ก็แน่นอนว่าจะต้องมีคนไม่ยอมรับ แต่ชั้นรู้สึกว่าท่านพ่อรู้ความลับบางอย่างเกี่ยวกับตัวคุณ ลับถึงขั้นที่ไม่เคยบอกแม้ชั้นจะเข้าไปถามหลายต่อหลายครั้ง”
“ขอ โทษนะเซเวียร์ แต่นี่ก็เป็นเรื่องที่บอกเธอไม่ได้เช่นกัน เรื่องนี้จะให้ใครรู้ไม่ได้ แต่ท่าทางลาสแองเจิ้ลจะรู้เรื่องแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าจับพวกลาสแองเจิ้ลได้ชั้นคงต้องขอให้ควบคุมตัวไว้โดยไม่ให้ ใครเข้าไปคุย คงทำได้สินะ”
“ค่ะ ท่านพ่อก็คิดไว้แล้วจึงออกคำสั่งนี้เอาไว้ ว่าแต่ขอคุยเรื่องเอเวอร์เล็ทหน่อยได้ไหมคะ?”
“เอเวอร์เล็ท ผู้หญิงผมแดงๆคนนั้นน่ะเหรอ” เอสถาม
“ใช่ ค่ะ อันที่จริงเธอเป็นคนอ่อนโยน แต่ที่ต่อว่าคุณก็เพราะว่าพี่ชายของเธอซึ่งเป็นผู้ใช้วอร์สูทได้รับภารกิจ ให้ไปช่วยไมส์เตอร์คนนึง แม้จะต้องเอาชีวิตเข้าแลก พี่ของเธอไม่สามารถฝืนคำสั่งได้จึงต้องสละชีวิตเพื่อปกป้องคนคนนั้น ถึงแม้ตัวของเขาเองมีความสามารถและเป็นกำลังหลักให้กับกองทัพได้มากกว่า แต่ก็ยังคงมีหลายคนที่เชื่อว่าวอร์สูทไม่สามารถเทียบกับดีไวซ์ได้”
“ไม่ จริงหรอก เท่าที่ชั้นวิเคราะห์มา ดีไวซ์เป็นสิ่งที่มีเทคโนโลยีเหนือโลกเราราวๆ 500-1000 ปีได้ แต่ความสามารถด้านการรบกลับถูกปรับให้ใช้ได้ไม่เต็มที่ แต่ชั้นก็ไม่ติคนออกคำสั่งช่วยดีไวซ์ไมส์เตอร์หรอกนะ เพราะจะให้ดีไวซ์ตกไปอยู่ในมือของลาสแองเจิ้ลก็ไม่ได้”
“ใช่ ชั้นเอาก็เชื่อแบบนั้น แต่มันก็เป็นความจริงที่ว่าคนส่วนมากยอมรับดีไวซ์มากกว่าความสามารถส่วน บุคคล เช่นคุณ ผู้ที่ซึ่งเข้ากองทัพด้วยยศเริ่มต้นพันตรี ไม่แปลกที่เธอจะโกรธ หวังว่าคุณคงจะคุยกับเธอรู้เรื่องนะ รวมถึงการต่อสู้เย็นนี้ด้วย ถ้าคุณอยากจะชนะ ตัวชั้นก็คงช่วยได้แค่บอกว่าระวัง Cross Shot ให้มากที่สุด เพราะเท่าที่เอเวอร์เล็ทเคยยิงมา ไม่เคยยิงพลาดในระยะที่เคยบอกไว้แม่แต่นัดเดียว ระยะของสถานที่ฝึกซ้อมน่ะ ต่อให้คุณบินเร็วแค่ไหนก็หลบไม่พ้น”
“วางใจเถอะ ชั้นจะคุยกับเอเวอร์เล็ทให้ลดฑิฐิลงเอง ว่าแต่เธอเถอะ เซเวียร์ เลิกเรียกชั้นว่าคุณซักทีได้ไหม...”เขาพูดต่อว่าเซเวียร์
“ถ้า งั๊น... ก็... เอสละกัน” เธอพูดขณะหันหน้าไปหาเอส ซึ่งเอสมั่นใจว่าเห็นรอยยิ้มของเธอนิดๆ หลังจากนั้นเซเวียร์ก็ไม่มีอะไรจะพูดต่อและเอสก็อยู่ในสภาพพูดไม่ออกจนรถ วิ่งไปถึงศูนย์วิจัย
“อ้าว เอส มาแล้วสินะครับ” เอลไลน์เนอร์ตะโกนเรียกเมื่อเห็นเอสเปิดประตูเข้ามา
“ผมได้ยินเรื่องการประลองเลยมาเตรียมพร้อมก่อนน่ะครับ คุณแน่ใจนะว่าจะสู้กับเอเวอร์เล็ทจริงๆ”
“ชั้นไม่ค่อยชอบพูดเล่นเท่าไหร่หรอก” เอสตอบกลับ
“ผม มีข้อมูลการต่อสู้ของเอเวอร์เล็ทอยู่ จะดูก่อนไหมครับ เหลือเวลาอีกตั้ง 2 ชั่วโมงก่อนจะถึงเวลา ถึงจะเป็นดีไวซ์ไมส์เตอร์ก็ไม่ควรประมาทนะครับ” เอลไลน์เนอร์บอกเอส
“ไม่จำเป็นหรอก...” เอสพูดขึ้นก่อนที่ประตูโกดังข้างๆเขาจะถูกเปิดออก และรถบรรทุกแคปซูลบางอย่างขนาดใหญ่วิ่งเข้ามาจอด
“อย่าบอกนะว่า...”
“ใช่ การประลองครั้งนี้ชั้นจะไม่ใช่ราส แต่จะใช้วอร์สูทรุ่นมาตรฐานนี่แทน”
“สิ่งที่สั่งไว้ได้แล้วค่ะ” เมย์บอกเอส
“อย่า ว่าผมดูถูกคุณเลยนะครับเอส” เอลไลน์เนอร์เริ่มพูด “ต่อให้คุณเก่งแค่ไหน แต่กำลังของวอร์สูทรุ่นมาตรฐานกับวอร์สูทของเอเวอร์เล็ทต่างกันเกินไป”
“นั่น สินะ... เมย์ ไปบอกพวกชั่งให้ติดตั้งระบบเฟ็ท และเตรียมดาบฝึกซ้อมยาว 1.2 เมตรมาหนึ่งคู่ พร้อมปืนพกคู่ด้วย” เอสยังคงสั่งต่อไปโดยที่ไม่สนใจคำพูดของเอล
“คิดจะทำอะไรกันแน่ จะยอมแพ้เหรอ”เซเวียร์ถามเอสทันที
“ไม่ หรอก ชั้นพูดจริง ชั้นจะใช้วอร์สูทรุ่นมาตรฐานนี่แหละสู้กับเอเวอร์เล็ท และชั้นก็จะไม่ใส่เทคโนโลยีของชั้นเข้าไปเลยแม้แต่น้อย ถ้าชั้นชนะได้เธอก็จะยอมรับและเป็นปกติใช่ไหม?” เอสตอบ
“ถ้าชนะ ก็อาจจะเป็นอย่างนั้น แต่ทำแบบนี้โอกาสแทบเป็นศูนย์เลยนะ”
“แต่ ก็ไม่เป็นศูนย์ซะทีเดียวนี่” เอสตอบกลับแล้วจึงเดินเข้าไปที่ห้องพัก “เมย์ เร่งพวกช่างให้ติดตั้งอุปกรณ์ที่ชั้นบอกใส่เสร็จก่อน 3 โมงนะ แล้วก็... ชั้นจะนอนพักซักหน่อย ถ้าเอเวอร์เล็ทมาถึงแล้วปลุกด้วยนะ” เขาสั่งเมย์ และหลับตาลงนั่งหลับบนโซฟา
ผ่านไปหลายนาที เอสก็เริ่มรู้สึกตัวอีกครั้งและมองไปเห็นเมย์ที่ยืนอยู่ข้างๆเขาพลางบอกให้เขาตื่นขึ้นมา
“คุณ เอเวอร์เล็ทมาถึงแล้วค่ะ แล้ววอร์สูทก็เตรียมพร้อมเสร็จแล้ว กรุณาใส่ชุดนี้ด้วยค่ะ” เธอพูดพร้อมยื่นชุดผ้ายืดทั้งตัวสีดำให้เขา จากนั้นจึงเดินออกไป
หลังจากที่เปลี่ยนชุดในห้องแต่งตัวเสร็จแล้ว เขาก็เดินเข้ามาในห้องฝึกซ้อม พลางมองดูเอเวอร์เล็ทที่กำลังฝึกยิงธนู
“เตรียมพร้อมเสร็จแล้วหรือไง” เอเวอร์เล็ทพูดกับเอสโดยที่ไม่หันมามอง
“ก็ใกล้แล้วล่ะ 4 โมงไปเจอกันที่สนามฝึกซ้อมด้วย”เอสบอก แล้วจึงเดินเข้าโกดังหลังรถขนแคปซูลไป
หลังจากที่เซ็ทค่าวอร์สูทเสร็จ เอสก็เข้าแคปซูลเพื่อใส่วอร์สูท
“อย่าดูถูกกันให้มากนัก” เอเวอร์เล็ทตะโกนใส่เขาทันทีที่เห็นเอสออกมาจากแคปซูลพร้อมวอร์สูทรุ่นมาตรฐาน
“ไม่ใช้ดีไวซ์เพื่อที่จะเป็นข้ออ้างรึไง จริงสินะ ใช้ดีไวซ์ก็แพ้อยู่ดี เลยใช้วอร์สูทเป็นข้ออ้าง”
“ห้องฝึกซ้อมไปทางไหน” เอสถามเมย์โดยไม่สนใจเอเวอร์เล็ทแม้แต่น้อย จากนั้นจึงเดินตามเมย์เข้าห้องขนาดใหญ่ไป
เอสลองใช้วอร์สูทบินวนรอบๆห้องดูเพื่อทำความคุ้นเคยกับระบบเฟ็ทของวอร์สูท
“ชั้น ไม่คิดว่าเธอจะแพ้หรอกนะเอส” เซเวียร์พูดขึ้นทันทีที่เข้ามาในห้องนี้ “แต่ช่วยมาลองสู้กับชั้นก่อนได้ไหม จะได้รู้ว่าเธอมีโอกาสชนะหรือเปล่า”
เอสบินลงจอดตรงหน้าเซเวียร์
“ได้สิ กำลังอยากจะทดสอบวอร์สูทเครื่องนี้อยู่พอดี” เอสตอบ จากนั้นจึงพุ่งถอยหลังออกไป
“Blader Set-up” เซเวียร์พูดขึ้น จากนั้นแสงสีขาวก็ออกมาจากเบลดเดอร์ และกระจายคลุมเซเวียร์ทั้งตัว ตัวเบลดเดอร์ได้ถูกเปลี่ยนเป็นดาบขนาดใหญ่ ชุดผ้าสีขาวสลับฟ้าได้โผล่ขึ้นมาขณะที่ชุดเครื่องแบบทหารของเธอสลายตัวไป เหลือเพียงชุดคลุมสีดำ ปีกเหล็กสีเงินโผล่ขึ้นมาจากหลังของเธอและทำการสร้างแถบแม่เหล็กขึ้นมาขยาย ขนาดของปีก เธอจับดาบขึ้นมาไว้ข้างหน้า
“พร้อมนะ?” เธอถามเอส ซึ่งเขาพยักหน้า
ปีก ของเซเวียร์พัดลมไปข้างหลังทำให้เธอพุ่งไปหาเอส และใช้ดาบเปิดบาเรียแม่เหล็กกันกระสุนปืนคู่ที่เอสระดมยิงใส่ไม่ยั้ง หลังจากพุ่งเข้าไปได้ระยะแล้วเธอจึงง้างดาบฟัน แต่เอสหลบแล้วใช้ไอพ่นที่เท้าอ้อมมาข้างหลังเซเวียร์
“จะใช้คอมมานด์ก็ได้นะ ชั้นให้ราสเปิดบาเรียไว้อยู่” เอสบอกเซเวียร์
“บลาสเตอร์ ช็อต” เซเวียร์หมุนตัวฟันพร้อมปล่อยคลื่นพลังงานออกมา แต่เอสหลบพร้อมอ้อมไปข้างหลังเธอแล้วฟันด้วยดาบข้างซ้าย
“เคร้ง” เสียงดาบของเอสปะทะกับดาบของเซเวียร์ที่เธอหมุนตัวมาปัดไว้ทัน ทั้งคู่พุ่งถอยหลังไปตั้งหลัก ปีกของเซเวียร์นั้นไม่ได้ไปเกะกะการเคลื่อนไหวและการแกว่งดาบของเธอเลยแม้ แต่น้อย หรือจะพูดอีกอย่างว่าค่าซิงโครระหว่างเบลดเดอร์และเซเวียร์สูงจนต่อสู้ได้ แบบไม่มีพลาด
“คาตานะ โหมด” เธอสั่งทันที แล้วดาบขนาดใหญ่ของเธอก็เลื่อนขึ้นโดยเพิ่มความยาวและปรับดาบให้บางลง
ปีกของเซเวียร์เริ่มพัดลมไปด้านหลังอย่างแรงอีกครั้ง และตัวของเซเวียร์พุงเข้าไปหาเอสโดยจับดาบไว้ข้างหน้า
“แอ โร่ บัสเตอร์” เธอใช้คอมมานด์ระเบิดลมออกมาซึ่งเอสหลบไปข้างบนทัน แต่ด้วยแรงระเบิดของลม ส่งเซเวียร์พุ่งขึ้นไปหาเอสด้วยความเร็วสูงเช่นกัน
“เคร้ง” ดาบของทั้งคู่ปะทะกันเป็นชุดๆ เทคนิกการใช้ดาบของเซเวียร์นั้นนับว่าสูงมากจนทุกการป้องกัน เอสต้องใช้ดาบทั้งสองข้าง
เอส ง้างดาบทั้งสองข้างและฟันใส่เซเวียร์พร้อมกันแบบสวนทาง แต่เซเวียร์ใช้ดาบเพียงเล่มเดียวปัดได้ทั้งสองดาบจากนั้นก็ฟาดดาบจากล่าง ขึ้นบนซึ่งเอสก็ใช้ดาบทั้งคุ่ของเขากันอีกครั้ง แต่ตัวของเอสก็กระเด็นออกจากเซเวียร์เล็กน้อย
“Dual Sword Mode” เซเวียร์สั่งเปลี่ยนดาบเป็นดาบคู่ ใบดาบที่สองปลดลงมาตำแหน่งเดิมและแยกด้ามดาบเป็น 2 ส่วน จากนั้นจึงบินเข้าไปฟันเอสอีกครั้งด้วยเพลงดาบชุดใหญ่
หลังจากที่ บล็อกดาบของเซเวียร์ที่เข้ามาเป็นชุดๆได้แล้ว เอสก็พุ่งอย่างแรงไปที่ด้านหลังเซเวียร์และเอาดาบจ่อคอของเซเวียร์ได้สำเร็จ แล้วทั้งคู่จึงบินลงมาพักเพราะรู้ผลแพ้ชนะเรียบร้อยแล้ว
“ไง เซเวียร์ สบายใจรึยัง” เอสถามขณะที่ทั้งคู่เดินเข้าไปหยิบขวดน้ำที่วางรอไว้
“โอกาสชนะน่าจะราวๆ 30 เปอเซนต์ แต่ที่ต้องระวังไว้ก็คือครอสชู้ต ห้ามให้เอเวอร์เล็ทใช้ได้เด็ดขาด”
“อืม”
“อ้าว เอสกับเซเวียร์ มาก่อนเวลาอย่างที่คิดจริงๆด้วย” ไฟร์ทักขึ้นทันทีที่เดินเข้ามาพร้อมกับกลุ่มทีมเอซ และดูเหมือนว่าจะมีคนมาเพิ่มอีกหนึ่ง
“อ้อ ผมชื่อเอนะครับ ยินดีที่ได้รู้จัก” ชายแปลกหน้าในกลุ่มคนที่เดินเข้ามาทักทายเอส
“เอสครับ เช่นกัน” เอสทักตอบ “มาชมกันเยอะขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย”
“ไหนๆก็ว่างเลยมาดูซะหน่อย จะว่าไปทำไม่ไปใส่วอร์สูทรุ่นมาตรฐานได้ล่ะ?” ไฟร์ถามต่อ
“ก็ว่าจะใช้วอร์สูทเครื่องนี้ลองสู้กับเอเวอร์เล็ทดูน่ะ อีก 15 นาทีก็ได้เวลาแล้วด้วย”
“ถ้างั๊นก็... ได้เวลา...” ไฟร์พูดพร้อมหยิบมือถือขึ้นมาเปิดระบบโฮโลแกรมเตรียมป้อนข้อมูล
“ชั้นลงข้างเอเวอร์เล็ท 5 พัน แต้ม น้ำว่าไง” ไฟร์ป้อนข้อมูลแล้วหันไปหาน้ำ
“หนู... ขอลงข้างคุณเอสซัก 3 พันละกัน” น้ำตอบเสียงเบา
“ชั้นลงข้างเอสเหมือนกัน 8 พันไปเลย” เบรคบอกไฟร์
“รอบนี้ชั้นบาย” เอบอกไฟร์เมื่อไฟร์หันหน้ามาหาเขา
“เอเวอร์เล็ท 5 พัน” นัตตอบ
“ชั้น.. ขอลงข้างเอส 2 พันละกัน” เชนตอบ
“อีกพันนึงไม่กล้าลงรึไง” ไฟร์ถามต่อ
“มันก็ต้องเผื่อไว้มั่งแหละน่า”
“รอบนี้หนูเล่นด้วยได้ไหม” ซันวิ่งเข้ามาถามไฟร์ทันที
“เอ่อ คงได้มั๊ง ลงทะเบียนผู้เล่นใหม่ คะแนนเริ่มต้นที่หมื่นนึง จะลงอะไรล่ะ”
“พี่เอสซัก 5 พันละกันค่า”
“อืมๆ ตอนนี้ก็หมื่นต่อหมื่นแปดละ ที่เหลือก็เซเวียร์กับเอเวอร์เล็ท..”
“ทำอะไรกันน่ะ” เอสเข้ามาถามไฟร์
“เกม เดิมพันน่ะสิ ทุกสิ้นเดือนคนที่ได้คะแนนมากจะสั่งคนที่ได้คะแนนน้อยทำอะไรก็ได้ที่ไม่เกิน ไป เช่นอาจจะให้ไปใจกลางเมืองแล้วสั่งให้ตะโกนว่ายาราไนก้า หรือสั่งทำอะไรที่มันฮาๆ จะเล่นด้วยไหมล่ะ”
“น่าสนใจแฮะ ลงด้วยละกัน”
“โอเค เอสทริกเกอร์ คะแนนเริ่มต้น 1 หมื่น อันดับที่จะถูกลงโทษเปลี่ยนจาก 2 อันดับเป็น 3 อันดับแทน คงจะลงข้างตัวเองสินะ...”
“เสียงดังจริงแฮะ” สาวผมแดงเดินเข้ามา
“อ้าวเอเวอร์เล็ท ซ้อมเสร็จแล้วเรอะ คราวนี้คนลงข้างเธอน้อยกว่าปกติอีกนะ” ไฟร์ทักเธอ
“ลงข้างชั้น 1 หมื่นไปเลย” เอสบอกไฟร์
“เอ่อ ถ้าคะแนนหมดนี่คือแพ้แน่นอน จะเอางั๊นจริงเหรอ” ไฟร์ถามเพื่อความแน่ใจ
“ตามนั้นแหละ” เอสยืนยัน
“งั๊นชั้นลงข้างชั้นสองหมื่นแปด หมดตัวเหมือนกัน” เอเวอร์เล็ทบอกไฟร์
“เซเวียร์ คะแนนเธอถูกรีเซ็ตใหม่ จะเล่นไหม” ไฟร์ตะโกนถาม
“เอส 1 หมื่น” เธอตอบกลับเบาๆ
“สาม หมื่นแปดเท่ากันเหรอเนี่ย นานแล้วนะเนี่ยที่อัตราต่อรองเอเวอร์เล็ทต่ำขนาดนี้ แต่อย่างน้อยครั้งนี้ก็ตัดสินคนแพ้แน่ๆไปอย่างน้อย 1 คนละ”
“2คนต่างหาก” เอเวอร์เล็ทสวน
“มันก็ไม่แน่หรอกน่า แต่ชั้นก็ลงข้างเธอไปเยอะเหมือนกันนะเอฟ อย่าแพ้ล่ะ” ไฟร์บอก “ไป พวกเรา ไปนั่งชมได้แล้วมั๊ง”
“มาตัดสินกันได้แล้วเอส” เอเวอร์เล็ทบอกขณะที่ทุกคนยกเว้นไฟร์ขึ้นไปที่นั่งดู
“รอบ นี้ชั้นจะเป็นกรรมการให้เอง” ไฟร์บอกขณะที่เปิดคอมพิวเตอร์โฮโลแกรมที่โต๊ะขอบห้องประลอง “ทั้งคู่ช่วยไปยืนในวงกลมสีแดงกับสีน้ำเงินด้วย”
เอสเดินไปยืนกลางวงกลมสีน้ำเงินพร้อมกันเอเวอร์เล็ทที่ไปยืนกลางวงกลมสีแดง
“การ ประลองระหว่าง เอส ทริกเกอร์ และเอเวอร์เล็ท แม็คเคนซี่ อาวุธฝึกซ้อม เรลกันกระสุนยาง ปืนกระสุนยาง บาเรีย เตรียมพร้อม ตัดสินด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวหรือเข้าสู่สภาพพร้อมกำจัด อัตตราต่อรอง 50 ต่อ 50 ทั้งคู่พร้อมนะ”
เอสจับปืนคู่ขึ้นมาตั้งท่าพร้อมกับเอเวอร์เล็ทที่จับอาวุธของเธอซึ่งดูรูปร่างคล้ายๆกับคันธนูขึ้นมาหาเอสเ หมือนกัน
“3… 2….”
ทั้งคู่เริ่มย่อตัวลง
“1… เริ่ม”
เอส และเอเวอร์เล็ทยิงกระสุนออกไปพร้อมกันและกระโดนหมุนตัวหลบได้ทั้งคู่ ทั้งคู่ยิงกันกลางอากาศอย่างรวดเร็วและสูสีกัน ทั้งๆที่ยิงไปรัวๆแต่กลับไม่มีใครยิงถูก แต่แล้วเอสก็เก็บปืนของเขาแล้วจับดาบคู่ขึ้นมาและบินหลับกระสุนกลางอากาศอ ย่างพริ้ว เอเวอร์เล็ทที่เห็นเอสเก็บปืนก็ลงไปยืนบนพื้นและเริ่มระดมยิงเป็นชุดหนัก ยิ่งขึ้น แต่เอสก็ยังหลบได้อย่างพริ้ว
“เอาแล้วครับ ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดเช่นนี้” ไฟร์เริ่มพากษ์เพราะอดไม่ไหว “การต่อสู้ระหว่างคัสตอมกับแมสที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือด ฝ่ายเอสถึงแม้จะถูกระดมยิงก็ยังบินหลบได้อย่างพริ้ว ถึงผมจะไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมเขาถึงเอาดาบออกมาก็เถอะ จะว่าไปเอเวอร์เล็ทความแม่นหายไปไหนหมดแล้วล่ะครับเนี่ย...”
“ชิ” เอเวอร์เล็ทสบถออกมาก่อนที่จะระดมยิงหนักขึ้นเรื่อยๆ และดูเหมือนว่าความแม่นยำของเธอจะสูงขึ้นเพราะเอสหลบได้เฉียดฉิวมากขึ้น
“ใจเย็นไฟร์ ดูแบบปกติเถอะ” เอห้ามไฟร์ไม่ให้พากษ์ต่อ
“ก็ได้ๆ”
“งั๊น เจออาวุธใหม่หน่อยเป็นไง” เอเวอร์เล็ทตะโกนออกมา แล้ววัตถุขนาดเล็กที่บินได้ 7 ชิ้นก็เริ่มออกมาจากคันธนูของเธอแล้วลอยขึ้นระดมยิงใส่เอส
เอเวอร์เล็ทหยุดการยิงของเธอปล่อยให้ไกด์กันยิงแทน เธอเอาคันธนูด้านขวามาเสียบเข้าที่ด้านหลังของคันธนูซ้าย
“จบแล้วสินะ” ไฟร์บ่นเบา
“แต่โอกาสหลบก็ไม่ใช่ศูนย์ไม่ใช่รึไง แค่เข้าใกล้ศูนย์เท่านั้น” เบรคสวนกลับ
เอ เวอร์เล็ทนำคันธนูที่ประกอบแล้วมาจับด้วยมือซ้ายและตั้งตรงไปที่เอส เล็งด้วยตาซ้าย มือขวาของเธอเอื้อมไปจับปุ่มที่ต่ออยู่กับสายสลิงแล้วดึงออกมาเหมือนกำลัง ยิงธนูแต่เธอกลับไขว้มือไปข้างหลังอ้อมคอ เอสที่ต้องคอยหลบไกด์กันนั้นไม่สามารถเข้าใกล้เธอได้เลย
“ครอส...” เอเวอร์เล็ทพูดเบาๆพร้อมหลับตาลง
“ชู้ต..” เธอลืมตาทั้งสองข้างพร้อมกดปุ่มขวา กระสุนไม่ได้ออกมาจากคันธนูเพราะเป็นปืนเลเซอร์ กรณีซ้อมจะใช้วิธีจับภาพปลายกระบอกแทน ไกด์กันทั้งหมดกลับมารวมที่อาวุธของเธอที่แยกคืนเป็นสองส่วนเรียบร้อย ดูเหมือนเธอจะหยุดต่อสู้แล้ว
“อ... เอเวอร์เล็ท” ไฟร์พูดสั่นๆ
“มีอะไรไฟร์”
“เธอ... ยิง... พลาด”
“ว่าไงนะ?” เอเวอร์เล็ทตะโกนออกด้วยสีหน้าตกใจสุดขีด แทบทุกคนในห้องชมก็ตกใจเช่นกัน
เอเวอร์เล็ทตั้งสติได้จึงเปิดดาบที่คันธนูเตรียมรับมือเอสที่กำลังพุ่งเข้ามาฟันเธอ
“ครอ สชู้ต ท่ายิงที่เขาลือกันก็ไม่เลวนี่นา แต่อย่างเข้าใจผิดนะ ชั้นไม่ได้โดนไกด์กันระดมยิงจนเข้าใกล้เธอไม่ได้ ชั้นก็แค่อยากจะเห็นท่ายิงนั้นก็เท่านั้น!” เอสบอกเอเวอร์เล็ทขณะทั้งคู่เข้าปะทะกัน
เอเวอร์เล็ทจับคันธนู แล้วฟาดลงมาตัดกันแต่ถูกดาบคู่ของเอสปัดออกไป เอเวอร์เล็ทเห็นว่าท่าที่เอสปัดออกไปนั้นไม่สามารถดึงดาบกลับมาได้ทันจึง ง้างขาขวาของเธอเตะแต่ทว่า...
“จบการต่อสู้!” ไฟร์ตะโกนขึ้นทันทีที่เอสเอาปืนพกสองข้างมาจ่อหัวของเอเวอร์เล็ทได้สำเร็จ พร้อมกับดาบทั้งคู่ที่ตกลงสู่พื้น คนที่มองทันจะพอรู้ว่าเอสนั้นปัดอาวุธของเอเวอร์เล็ทออกไปและปล่อยดาบพร้อม กระชากมือมาหยิบปืนแล้วจ่อหัว
หลังจากจบการต่อสู้ เอเวอร์เล็ทพูดไม่ออก ไม่พูดกับใครและกลับบ้านไปโดยที่ไม่บอกกล่าวอะไรเลย และหลายคนยังคงตกใจอยู่ที่เห็นเอเวอร์เล็ทแพ้ครั้งแรก แล้วยังแพ้ให้กับวอร์สูทรุ่นมาตรฐานด้วยซ้ำ เอสนั้นก็ยังงงกับท่าทีของเอเวอร์เล็ทที่ดูเหมือนจะไม่ยอมรับอยู่ แต่เขามั่นใจว่าไม่ว่าอย่างไร ตอนนี้เอเวอร์เล็ทก็ต้องยอมรับความจริงที่ว่าเหนือฟ้าคงมีฟ้า ไม่สิ อันที่จริงแล้วเขาเองต่างหากที่ต้องเตือนตัวเองด้วยคำนั้น เพราะไม่ว่ายังไง ตอนนี้เขาก็ยังไม่สามารถเทียบกับประเสริฐได้ และบางทีตัวเขาเองก็ไม่คิดจะเทียบอยู่แล้ว
หลังการต่อสู้นี้ ทุกคนเริ่มกลับบ้านของตัวเอง เอสซึ่งตอนแรกมีโปรแกรมที่ต้องมาวิเคราะห์วอร์สูทตามคำข้อร้องก็ยกเลิก โปรแกรมแล้วหลับบ้านไปนอน โดยที่ไม่ยอมพูดกับใครแม้แต่เซเวียร์
“ทำถูกแล้วล่ะ” เอสพูดกับตัวเองในห้องนอนของเขา “ยังดีกว่าปล่อยให้ไปตายข้างนอกล่ะนะ” และจากนั้นเขาก็หลับไปด้วยความเพลีย
“ทรัสเตอร์ พังเลยหรือเนี่ย” เอลไลน์เนอร์พูดกับตัวเองในห้องทดลอง เขายังคงทำหน้าที่นักวิจัยอันดับต้นๆของเบอร์มิวเดียต่อไปถึงแม้เอสจะมาอยู่ เบอร์มิวเดียแล้วก็ตาม
“เอส... งั๊นหรือ” เสียงกระซิบออกมาจากบนเตียงในห้องนอนของเอเวอร์เล็ท พร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาเล็กน้อย “เอส... ทริกเกอร์... ไม่สิ ณัฐนัย... ไอยกุล”
Tags: ras0 Comments